สองวันต่อมา อวิ๋นเจิงจึงค่อยนำขบวนมาถึงเมืองจี้ซานอย่างเอื่อยเฉื่อย
เมื่อทราบว่าอวิ๋นเจิงและคณะกำลังเดินทางมา แม้ฮองเฮาสวีจะไม่เต็มใจอย่างยิ่ง แต่ก็ยังส่งหลูเฉิง รองเจ้ากรมพิธีการฝ่ายซ้าย นำขุนนางและผู้ติดตามหลายคนออกไปรับนอกเมือง
“กระหม่อมหลูเฉิง รองเจ้ากรมพิธีการฝ่ายซ้าย ขอคารวะท่านอ๋อง พระชายา และฮูหยินทุกท่านพ่ะย่ะค่ะ!”
หลูเฉิงคำนับอวิ๋นเจิงด้วยท่าทีนอบน้อมยิ่ง
อวิ๋นเจิงกวาดตามองหลูเฉิงตั้งแต่หัวจรดเท้า “เปิ่นหวังเห็นใต้เท้าหลูแล้วรู้สึกคุ้นหน้าอยู่บ้าง”
ใบหน้าหลูเฉิงแข็งค้างเล็กน้อย ก่อนยิ้มประจบ “ท่านอ๋องทรงความจำดีจริงพ่ะย่ะค่ะ เมื่อครั้งท่านอ๋องอภิเษกกับองค์หญิงเจียเหยาที่จวิ้นซื่อฟาง กระหม่อมก็เคยติดตามองค์รัชทายาทออกไปรับท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ...”
เวลานั้นหลูเฉิงยังมิได้เป็นรองเจ้ากรมพิธีการฝ่ายซ้าย
ทว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์อวิ๋นเจิงทุบตีชุยเหวินจิ้งต่อหน้าผู้คนด้วยตาตนเอง
ยามนี้อำนาจของอวิ๋นเจิงมิได้ด้อยไปกว่าเมื่อครั้งนั้น กลับมีแต่จะเพิ่มพูนขึ้น
เขาไม่กล้าเอาอย่างชุยเหวินจิ้งในคราวก่อนเป็นอันขาด
ลองดูจุดจบของชุยเหวินจิ้งสิ!
หญ้าบนหลุมศพสูงเกือบครึ่งจั้งแล้ว!
แม้ความตายของชุยเหวินจิ้งจะไม่เกี่ยวข้องกับอวิ๋นเจิงโดยตรง แต่เขาก็ไม่กล้าไปหาเรื่องอวิ๋นเจิง
มิฉะนั้น อีกสองปีหญ้าบนหลุมศพของเขาคงสูงครึ่งจั้งเช่นกัน
“มิน่าเล่า เปิ่นหวังถึงรู้สึกคุ้นหน้าเจ้า!”
อวิ๋นเจิงหัวเราะเบา ๆ แล้วถามต่อ “เหตุใดจึงมีพวกเจ้ามารับเปิ่นหวังเพียงไม่กี่คน?”
หลูเฉิงรีบยิ้มประจบ “ทูลท่านอ๋อง อีกสองวันฝ่าบาทจะทรงประกอบพิธีเฟิงซ้านที่ภูเขาจี้ซาน ยามนี้ยังมีงานอีกมากต้องจัดการ ใต้เท้าท่านอื่นจึงไม่อาจปลีกตัวมาได้ ดังนั้น...”
