ฉินชีหู่ต่อยตีกับเซียวติ้งอู่ ทั้งยังขยิบตาหยอกล้อพูดคุยกับอวิ๋นเจิงอยู่สองสามประโยค จากนั้นก็ออกตามหาเหยื่อรายต่อไป
“เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?”
หลังฉินชีหู่จากไป อวิ๋นเจิงก็รีบถามอาการบาดเจ็บของเซียวติ้งอู่
“ไม่เป็นไร”
เซียวติ้งอู่ปัดรอยรองเท้าบนอก พลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ข้าออมมือให้เขาต่างหาก”
“หา?”
อวิ๋นเจิงหัวเราะอย่างพูดไม่ออก “จริงหรือเท็จเล่า? เมื่อครู่เจ้ายังถูกซ้อมจนร้องขอชีวิตอยู่เลย”
“จริงแท้แน่นอน!”
เซียวติ้งอู่เชิดคอ กล่าวอย่างโอ้อวดว่า “หากข้าออกแรงเต็มที่ ข้าคงซ้อมเจ้าคนทึ่มนั่นจนฟันร่วงเกลื่อนพื้นไปแล้ว!”
อวิ๋นเจิงเอียงศีรษะ ยิ้มถามว่า “แล้วเหตุใดเจ้าไม่ซ้อมเขาเล่า?”
เซียวติ้งอู่โบกมือ กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “สองพ่อลูกนั่นนิสัยเหมือนกันอย่างกับแกะ! หากข้าซ้อมเขาเข้า เขาคงตามตื๊อข้าทุกวันเพื่อประลองยุทธ์ด้วยเป็นแน่!”
จริงหรือเท็จกันแน่?
อวิ๋นเจิงมองเซียวติ้งอู่อย่างกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย
แต่คำพูดของเซียวติ้งอู่ก็มีเหตุผลอยู่
ด้วยนิสัยของฉินชีหู่ หากพ่ายแพ้ให้เซียวติ้งอู่ คงตามหาอีกฝ่ายมาประลองยุทธ์ทุกวันแน่
เซียวติ้งอู่ยิ้ม ก่อนทอดถอนใจว่า “องค์ชายมีวาสนาดียิ่ง! แม้ฉินชีหู่จะทึ่มไปสักหน่อย แต่เป็นขุนพลกล้าหาญอย่างแน่นอน! มีเขาเป็นรองแม่ทัพให้องค์ชาย เมื่อองค์ชายไปถึงซั่วเป่ย ย่อมสร้างผลงานและชื่อเสียงได้แน่!”
“หึ ๆ...”
อวิ๋นเจิงแสดงสีหน้ายิ้มแย้ม ทว่าในใจกลับสบถด่ามารดา
ฉินชีหู่คงเป็นขุนพลกล้าหาญจริง
แต่ใจมิได้อยู่ฝ่ายตน
หรือเขาจะใช้ความรักกับความยุติธรรมเปลี่ยนใจให้อีกฝ่ายร่วมก่อกบฏกับตนได้?
หากมีเวลาถึงเพียงนั้น สู้ลอบสังหารเขาเสียยังจะดีกว่า!
แต่ฉินชีหู่ผู้นี้ก็ถือว่าเป็นคนไม่เลว หากจะสังหารจริง ๆ เขาก็ทำใจลงมือไม่ค่อยได้
