“ฝ่าบาท ดูเหมือนข้าศึกกำลังจะเข้าโจมตีพวกเราแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
อวิ๋นเจิงนั่งอยู่ในกระโจมได้ไม่นาน เสิ่นลั่วเยี่ยนก็ส่งคนมารายงาน
“จะบุกแล้วหรือ?”
อวิ๋นเจิงออกจากกระโจมบัญชาการทันที ก่อนมุ่งหน้าไปยังแนวป้องกันด่านหน้าอย่างรวดเร็ว
ยามนี้เสิ่นลั่วเยี่ยนนำทัพตั้งขบวนเตรียมพร้อมรับศึกแล้ว
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
อวิ๋นเจิงควบม้ามาหยุดข้างเสิ่นลั่วเยี่ยน
เสิ่นลั่วเยี่ยนยื่นกล้องส่องทางไกลในมือให้อวิ๋นเจิง แล้วตอบว่า “ดูเหมือนกองทัพศัตรูกำลังเก็บกวาดกับดัก คงคิดจะสู้จนตัวตายแล้ว!”
อวิ๋นเจิงรับกล้องส่องทางไกลมาส่องดู
ไกลออกไป นอกกำแพงเมืองปลอม ทหารศัตรูทยอยออกจากเขตที่กำแพงเมืองโอบล้อมไว้แล้ว
แม้เขาจะมองท่าทางของคนเหล่านั้นไม่ชัด แต่ดูจากรูปการณ์แล้ว คงกำลังเก็บกวาดกับดักเช่นกัน
“ดูเหมือนโหลวอี้จะเสียสติไปบ้างแล้ว”
เมี่ยวอินส่ายหน้าแล้วยิ้ม “รอพวกเขาเก็บกวาดกับดักเสร็จ พวกเราก็เปิดเขื่อนปล่อยน้ำได้แล้ว”
ที่จริงพวกเขาจะเปิดเขื่อนปล่อยน้ำเสียแต่ยามนี้ก็ยังได้
เพียงแต่อวิ๋นเจิงอยากรอให้น้ำในแม่น้ำอวี้ไต้เพิ่มสูงขึ้นอีกสักหน่อย ค่อยขุดเปิดคันกั้นน้ำ
หากกองทัพศัตรูบุกเข้ามาในยามนี้ พวกเขาก็เปิดเขื่อนปล่อยน้ำได้ทันที
เมื่อน้ำหลากผ่านไป ทหารศัตรูคงถูกกระแสน้ำซัดกระจัดกระจายก่อนจะบุกมาถึงเสียด้วยซ้ำ
ในสถานการณ์เช่นนี้ กองทัพศัตรูจะเอาอะไรมาโจมตีแนวป้องกันของพวกเขา?
“ก็ดูเหมือนเสียสติไปบ้างจริง ๆ”
อวิ๋นเจิงส่ายหน้าแล้วยิ้ม “ความเห็นของข้าคือ เขายังสู้เจียเหยาไม่ได้!”
หากเปลี่ยนเป็นเจียเหยา นางคงยอมรับข้อเสนอของเขา
อย่างไรเสบียงเหล่านั้นก็รักษาไว้ไม่ได้อยู่แล้ว พาคนหนีไปได้ครึ่งหนึ่งมิใช่เรื่องดีหรอกหรือ?
