ภายในกระโจมบัญชาการ
อวิ๋นเจิงเพิ่งได้รับข่าวที่หน่วยลาดตระเวนลับส่งกลับมา เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นข้างหู
“อวิ๋นเจิง ออกมาพูดกัน!”
“อวิ๋นเจิง...”
อวิ๋นเจิงเอียงหูตั้งใจฟังอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็จับใจความคร่าว ๆ ได้
อวิ๋นเจิงหัวเราะไม่ออก
โหลวอี้เจ้าคนบัดซบนั่น เลียนแบบเขาอีกแล้ว
แม้แต่การตะโกนเรียกก็ยังต้องเลียนแบบหรือ?
ส่งคนยิงจดหมายมาสักฉบับไม่ได้หรือไร?
ไร้ความคิดสร้างสรรค์สิ้นดี!
ขณะอวิ๋นเจิงกำลังบ่นอยู่ในใจและเดินออกจากกระโจม เสิ่นลั่วเยี่ยนซึ่งรับผิดชอบการป้องกันแนวหน้าก็ส่งคนมารายงานว่า “กราบทูลฝ่าบาท กองทัพศัตรูตะโกนเรียกอยู่หน้าค่าย ขอพบอ๋องสักครั้งพ่ะย่ะค่ะ”
“เปิ่นหวังได้ยินแล้ว”
อวิ๋นเจิงยิ้ม “ในเมื่อโหลวอี้อยากพบเปิ่นหวัง เปิ่นหวังก็จะไปพบเขาสักหน่อย!”
กล่าวจบ อวิ๋นเจิงก็พาทหารองครักษ์หลายสิบคนมุ่งหน้าไปยังแนวรบ
ระหว่างผ่านแนวหน้าของกองทัพเสิ่นลั่วเยี่ยน เมี่ยวอินซึ่งไปหาเสิ่นลั่วเยี่ยนเพื่อพูดคุยก็ร่วมเดินทางมาด้วย
สถานที่เดิมเมื่อหลายวันก่อน ในระยะห่างใกล้เคียงกัน อวิ๋นเจิงกับโหลวอี้ได้พบกันอีกครั้ง
ทว่าในยามนี้ สภาพจิตใจของโหลวอี้กลับแตกต่างจากครั้งก่อนโดยสิ้นเชิง
“โหลวอี้ เปิ่นหวังมาแล้ว ว่ามา เจ้ามีเรื่องใดอยากพูด?”
อวิ๋นเจิงมีรอยยิ้มบนใบหน้า เอ่ยถามโหลวอี้ที่อยู่ไม่ไกลเสียงดัง
“เจ้าบอกว่าจะโจมตีมิใช่หรือ เหตุใดยังไม่โจมตีอีก?”
โหลวอี้ตอบอวิ๋นเจิง “ความอดทนของเปิ่นหวังจื่อใกล้หมดลงแล้ว หากเจ้ายังไม่โจมตี เปิ่นหวังจื่อก็ไม่มีความอดทนจะอยู่ถ่วงเวลาอยู่ที่นี่กับเจ้าอีก!”
“มีเพียงเรื่องนี้หรือ?”
อวิ๋นเจิงยิ้มอย่างผิดหวัง “เปิ่นหวังยังนึกว่าเจ้าจะยอมจำนนเสียอีก!”
