หลังมหาอุทกภัยผ่านพ้น กำแพงเมืองเบื้องหน้าก็เหลือเพียงซากปรักหักพัง
กำแพงเมืองที่โหลวอี้ก่อสร้างขึ้นเหล่านี้ยังคงแข็งแรงอยู่พอสมควร
เมื่อถูกกระแสน้ำมหาศาลซัดเข้าใส่ มีกำแพงเพียงส่วนน้อยที่พังทลายลง
ทว่ามวลน้ำกลับท่วมพื้นที่กำแพงเมืองทั้งหมด กำแพงหลายแห่งจมอยู่ใต้น้ำ เหลือพ้นผิวน้ำไม่ถึงสองฉื่อ
เหล่าทหารที่ถูกบีบให้ไปเก็บกู้กับดักต่างเบียดเสียดกันอยู่บนกำแพงเมือง มองมวลน้ำขุ่นคลั่กรอบด้านอย่างตื่นตระหนกและสิ้นหวัง
พวกเขายังนับว่าโชคดีอยู่บ้าง
คนที่วิ่งช้าบางส่วนจมน้ำตายไปแล้ว
ส่วนทหารใต้บังคับบัญชาของเถี่ยสยงยิ่งน่าเวทนา
เพราะความโกลาหล ทหารจำนวนไม่น้อยยังปีนขึ้นเนินเขาที่อยู่ห่างจากพวกเขาไม่ถึงร้อยจั้งไม่ทัน ก็ถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดพาไปเสียแล้ว
เถี่ยสยงนำคนมาได้ไม่ถึงสี่พัน ยืนอยู่บนเนินเขาที่ถูกมวลน้ำขุ่นคลั่กล้อมรอบ
เนินเขาแห่งนี้ประหนึ่งเกาะโดดเดี่ยวกลางมหาสมุทร
รอบเนินเขาถูกน้ำท่วมล้อมไว้หมดแล้ว
เถี่ยสยงกับพวกคิดเพียงจะถอนกำลังไปทางเมืองกุยเป้ยให้เร็วที่สุด เพื่อสมทบกับกองหนุน จึงมิได้นำเสบียงและสัมภาระติดตัวมาด้วย
เมื่อรัตติกาลมาเยือน อุณหภูมิโดยรอบก็เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว
สายลมยามค่ำคืนพัดมา ผู้คนที่ไม่มีแม้แต่สิ่งใดกำบังต่างหนาวสั่นขึ้นมาพร้อมกัน
เถี่ยสยงเองก็หนาวจนสั่นเทาเช่นกัน
อาศัยแสงจันทร์สลัวมองดูทหารที่หนาวจนตัวสั่น เถี่ยสยงก็สั่งให้ทุกคนเบียดเข้าหากัน
นี่เป็นวิธีเดียวที่พวกเขาจะใช้บรรเทาความหนาวได้ในยามนี้
เถี่ยสยงมิได้เบียดอยู่กับเหล่าทหาร กลับยืนตระหง่านท่ามกลางลมหนาว ดวงตาแดงก่ำพลางตะโกนก้องว่า “ทุกคนจงฮึกเหิมเข้าไว้! พวกเรายังมิได้พ่ายแพ้! ที่นี่แห้งแล้งมานานแล้ว อีกไม่นานน้ำก็จะลดลง! ขอเพียงพวกเรายืนหยัดให้ได้ องค์ชายย่อมส่งกองหนุนมาช่วยพวกเรา...”
