เมืองหลวง
อวิ๋นลี่มาถึงตำหนักบรรทมของฮ่องเต้เหวิน แล้วถวายฎีกาที่ตนได้รับแก่พระองค์
เมื่อทอดพระเนตรเนื้อหาในฎีกา ฮ่องเต้เหวินก็ส่ายพระพักตร์พลางถอนพระทัย
“เฮ้อ... ใจคนนี่หนอ...”
ฮ่องเต้เหวินถอนพระทัยไปพลาง นำฎีกาไปจุดไฟเผากับเปลวเทียน
“เสด็จพ่อ...”
อวิ๋นลี่อ้าปากเล็กน้อย คิดจะห้ามปราม ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ห้าม
ในที่สุด ฮ่องเต้เหวินก็เผารายงานลับฉบับนั้นจนเป็นเถ้าถ่าน
“เจ้าคิดเห็นเรื่องนี้อย่างไร?”
ฮ่องเต้เหวินเงยพระพักตร์มองอวิ๋นลี่
“พี่รองกับน้องห้าจับขุนนางฉ้อฉลได้มากมาย ย่อมมีความชอบพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นลี่แสดงจุดยืนก่อนเป็นอันดับแรก
“อืม พูดต่อ”
ฮ่องเต้เหวินพยักพระพักตร์เล็กน้อย
อวิ๋นลี่เปลี่ยนเรื่องว่า “แต่พวกเขาใช้หลักฐานความผิดที่อยู่ในมือบีบบังคับขุนนางเหล่านั้นให้มาอยู่ใต้อำนาจตน บัดนี้เข้าข่ายรวบรวมพรรคพวกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ฮ่องเต้เหวินไม่ตรัส เพียงรับฟังเงียบ ๆ
อวิ๋นลี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “ลูกยังได้รับรายงานลับว่า ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ได้รีบไปจัดการธุระที่ราชสำนักมอบหมายให้ กลับไปจวีผิงเพื่อดื่มสุรากับน้องหก และอยู่กับน้องหกที่จวีผิงหลายวัน...”
“เจ้าคิดว่าพวกเขาไปสมคบกับน้องหกเพื่อก่อกบฏหรือ?”
ฮ่องเต้เหวินตรัสถามโดยไม่แม้แต่จะเงยพระเนตร
เมื่อได้ยินคำถามของฮ่องเต้เหวิน อวิ๋นลี่ก็ระแวดระวังขึ้นมาทันที
เขารู้ดีว่าต้องไตร่ตรองคำตอบของคำถามนี้ให้รอบคอบที่สุด
หากตอบไม่ดี เกรงว่าจะกลายเป็นผลเสียต่อตนเอง
โชคดีที่ก่อนมา เขาได้หารือกับสวีฉือฝู่และคนอื่น ๆ อย่างละเอียดแล้ว
เวลานั้นพวกเขาคาดเดาไว้ว่า ฮ่องเต้เหวินมีโอกาสสูงที่จะถามคำถามนี้
