หลายวันต่อมา อวิ๋นเจิงได้รับจดหมายลับที่มู่ซุ่นส่งคนมามอบให้อีกฉบับ
คณะทูตซีฉวีซึ่งมีซู่จ้านเป็นผู้นำออกเดินทางจากเมืองหลวงซีฉวีแล้ว เตรียมเข้าเฝ้าอย่างเป็นทางการที่ต้าเฉียน
เมื่อได้รับจดหมาย อวิ๋นเจิงก็อดหัวเราะในใจไม่ได้
ซู่จ้านเดินทางมาเมืองหลวงต้าเฉียน ย่อมร่วมมือกับเจ้าสามคอยสร้างความลำบากให้เขาเป็นแน่
เขาคิดหาทางก่อกวนซีฉวี แล้วซีฉวีจะไม่คิดก่อกวนเขาบ้างหรือ?
สัญญาสันติภาพบ้าบออะไรกัน!
มันก็เป็นเพียงการประนีประนอมที่ทั้งสองฝ่ายจำต้องทำเพราะสถานการณ์บีบบังคับ
สันติภาพที่ว่ามีอยู่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น
ลับหลังต่างฝ่ายต่างก็ลงมือเล่นเล่ห์กันไม่หยุด!
บัดซบ!
จะอาศัยเรื่องซู่จ้านเดินทางมาเมืองหลวงต้าเฉียนสร้างเรื่องอะไรได้บ้างหรือไม่?
แล้วหาทางเรียกร้องผลประโยชน์จากซีฉวีอีกสักหน่อย?
หรือว่า...
สร้างความลำบากให้เจ้าสามสักหน่อย?
อวิ๋นเจิงเอนกายอยู่บนเก้าอี้เอน ความคิดแล่นวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก จู่ ๆ ก็มีคนจากด้านหลังบีบคออวิ๋นเจิง
อวิ๋นเจิงหันกลับไปมอง เห็นเสิ่นลั่วเยี่ยนกำลังจ้องเขาพร้อมรอยยิ้ม
“คิดอะไรอยู่ ถึงได้ใจลอยเพียงนี้?”
เสิ่นลั่วเยี่ยนคลายมือจากคออวิ๋นเจิงพลางยิ้ม “หากข้าเป็นมือสังหาร เจ้าคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตายด้วยน้ำมือใคร”
“อยู่ที่นี่ข้ายังเจอมือสังหารได้อีก เช่นนั้นก็คงถึงคราวตายแล้ว” อวิ๋นเจิงเหลือบมองนาง ก่อนคว้าข้อมือแล้วดึงนางจากด้านหลังเก้าอี้เข้ามา
“ถุย ๆ พูดอะไรเป็นลางไม่ดี”
เสิ่นลั่วเยี่ยนตบเขาเบา ๆ “อย่าเอ่ยคำว่าตายอยู่เรื่อย ไม่เป็นมงคล”
“ได้ ๆ!”
