อวิ๋นเจิงกล่าวอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม
ระหว่างนั้นฮ่องเต้เหวินแทบมิได้ตรัสแทรก เพียงกินหม้อไฟที่ยังมีไอร้อนกรุ่น พลางจิบสุราไปด้วย
กระทั่งอวิ๋นเจิงกล่าวจบ ฮ่องเต้เหวินจึงวางตะเกียบในมือลง แล้วมองอวิ๋นเจิงตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสีหน้าใคร่รู้
“เสด็จพ่อ ทรงทำอันใดหรือ?”
อวิ๋นเจิงถูกฮ่องเต้เหวินจ้องจนรู้สึกขนลุก ในใจลอบคิดว่าตาเฒ่านี่คงมิได้คิดดีอีกแล้ว
“ใครเป็นคนสอนเรื่องเหล่านี้แก่เจ้า?”
ฮ่องเต้เหวินมีสีหน้าฉงนอย่างยิ่ง “อย่าเอาหนังสือพิสดารเล่มนั้นของเจ้ามาอ้างกับเรา เราไม่เชื่อว่าหนังสือจะมีเรื่องพวกนี้!”
วิถีแห่งจักรพรรดิ!
นี่มิใช่สิ่งที่เรียนรู้ได้จากตำรา และก็มิใช่สิ่งที่อาจารย์สอนหนังสือจะถ่ายทอดได้
กระทั่งองค์ชายส่วนใหญ่ยังไม่มีโอกาสเรียนรู้วิถีแห่งจักรพรรดิอย่างลึกซึ้ง
เมื่อก่อนอวิ๋นเจิงเอาแต่เก็บตัวอยู่เรือนคลื่นมรกต แล้วจะมีผู้ใดสอนเรื่องเหล่านี้แก่เขาได้?
คงมิใช่ว่าเขาคิดค้นขึ้นมาเองกระมัง?
อวิ๋นเจิงหัวเราะแห้ง ๆ “เมื่อก่อนยามว่าง กระหม่อมมักอ่านพงศาวดาร ล้วนเรียนรู้มาจากในนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“เหลวไหล!”
ฮ่องเต้เหวินตอบกลับอย่างไม่สำรวม “หากเรียนรู้เรื่องพวกนี้จากพงศาวดารได้ พี่น้องของเจ้าหลายคนนั้นจะถูกเจ้าปั่นหัวจนอยู่ในกำมือได้อย่างไร? เจ้าคิดว่าพวกเขาไม่เคยอ่านพงศาวดาร หรือคิดว่าพวกเขาโง่กันแน่?”
เจ้าเด็กอกตัญญูผู้นี้!
เห็นเราเป็นคนโง่หรืออย่างไร?
พงศาวดารเล่มใดสอนวิถีแห่งจักรพรรดิได้บ้าง?
หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงมิใช่พงศาวดารแล้ว!
สมควรเรียกว่าต้องห้ามเสียมากกว่า!
“หากเสด็จพ่อไม่เชื่อ เช่นนั้นก็ถือว่ามีผู้อาวุโสหนวดขาวมาสอนกระหม่อมในฝันเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
อวิ๋นเจิงแสยะยิ้ม
เรื่องนี้มันอธิบายไม่ได้จริง ๆ!
ต่อให้บอกว่าตนข้ามภพมา พระองค์ก็ไม่เชื่ออยู่ดีมิใช่หรือ?
