บริเวณราชรถของฮ่องเต้เหวิน
ต่างจากอวิ๋นเจิงกับพวกเขา ยามนี้ฮ่องเต้เหวินกลับผ่อนคลายยิ่งนัก
ฮ่องเต้เหวินนั่งล้อมวงกับเหล่าแม่ทัพ มีสุราและเนื้อวางอยู่ตรงหน้า
“หากพวกเจ้าเป็นองค์ชายหก จะหาทางเอาชีวิตรอดได้อย่างไร?”
ฮ่องเต้เหวินเกิดสนพระทัยขึ้นมา จึงอาศัยการประลองยุทธ์ในวันนี้ทดสอบเหล่าแม่ทัพไปด้วย
เมื่อได้ยินคำถามของฮ่องเต้เหวิน ทุกคนต่างเข้าใจว่า พระองค์กำลังพิจารณาหาตัวแม่ทัพใหญ่ในศึกซั่วเป่ยเช่นกัน
ชั่วขณะนั้น ทุกคนล้วนตกอยู่ในห้วงความคิด
มีเพียงฉินลิ่วก่านที่ยังคงกินดื่มอย่างไม่ยี่หระ
ช่างมันเถิด!
อย่างไรเสีย เขาก็ไม่เคยคิดจะเป็นแม่ทัพใหญ่
ปล่อยให้พวกนั้นปวดหัวกันไปเถิด!
ตนเองกินดื่มให้อิ่มหนำก็พอ
เมื่อเห็นท่าทางของฉินลิ่วก่าน ฮ่องเต้เหวินก็อยากเตะเจ้าหมอนี่ให้ล้มคว่ำเสียจริง
เห็นว่าไม่มีใครเอ่ยปากเสียที ฮ่องเต้เหวินจึงตรัสถามเซียวว่านโฉวขึ้นเอง
เซียวว่านโฉวยิ้มขื่น “กระหม่อมมีสองวิธี ทว่าฝ่าบาททรงปิดหนทางไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้?”
ฮ่องเต้เหวินสนพระทัยขึ้นมา จึงตรัสถามด้วยรอยยิ้ม “ลองว่ามา”
เซียวว่านโฉวรีบตอบ “วิธีแรกคือเลือกแม่ทัพกล้าหาญสักหลายคน บุกฝ่าวงล้อมเข้าไปในค่ายศัตรูโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด จับองค์ชายทั้งสามไว้เป็นตัวประกัน บีบให้ทหารรักษาประตูตะวันออกเปิดแนวป้องกัน น่าเสียดายที่ฉินชีหู่เจ้าเด็กนั่นเฝ้าอยู่ที่ประตูตะวันออก...”
ฉินชีหู่มีนิสัยไม่ต่างจากบิดาอย่างฉินลิ่วก่าน
เขาไม่สนว่าองค์ชายทั้งสามจะถูกจับตัวหรือไม่
ฉินชีหู่ย่อมต้องจับอวิ๋นเจิงให้ได้โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดทั้งสิ้น
“ฮ่า ๆ เดิมทีเราไม่อยากให้ฉินชีหู่กับหยวนกุยเข้าร่วมการไล่ล่า จะได้ฉวยโอกาสทดสอบองค์ชายทั้งสาม คิดไม่ถึงว่าจะมีผลลัพธ์เกินคาดเช่นนี้!”
ฮ่องเต้เหวินหัวเราะเสียงดัง แล้วตรัสถามถึงวิธีที่สอง
เซียวว่านโฉวส่ายหน้า พลางยิ้มขื่น “หากกระหม่อมนำทหารม้าหนึ่งพันนาย กระหม่อมก็มั่นใจว่าจะใช้กลอุบายล่อทหารสองพันนายที่รักษาประตูตะวันออกให้เคลื่อนกำลังได้ หากมีเวลามากพอ กระหม่อมอาจค่อย ๆ กำจัดทหารห้าพันนายนี้ได้ด้วยซ้ำ ทว่าสถานการณ์ยามนี้ กระหม่อมไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้จริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ...”
