เมืองหลวง
“ข่าวชัยชนะจากซั่วเป่ย!”
“ข่าวชัยชนะจากซั่วเป่ย...”
ทหารส่งสารซึ่งปักธงแดงผืนเล็กไว้บนแผ่นหลังสามผืน ควบตะบึงผ่านประตูเมืองหลวงพลางตะโกนก้องตลอดทาง
ภาพเช่นนี้ดูคล้ายเป็นเรื่องคุ้นชินสำหรับทหารเฝ้าประตูเมืองมานานแล้ว
“ดูท่าคราวนี้องค์ชายหกของพวกเราก็มีชัยอีกแล้ว!”
“ครานี้แคว้นต้าเยวี่ยคงถึงคราวล่มสลายแล้วกระมัง?”
“เป็นแน่! พวกเจ้าว่าคนแคว้นต้าเยวี่ยสมองมีปัญหาหรือไร? มีพื้นที่แค่หยิบมือ ยังกล้ามาหาเรื่ององค์ชายหกของพวกเราอีก ช่างไม่รู้จักเข็ดหลาบเสียบ้าง!”
“ข้าได้ยินมาว่าองค์ชายหกคือดาวอู่ฉวี่จุติจากสวรรค์ มีเทพยดาคุ้มครองอยู่! แคว้นต้าเยวี่ยยังกล้ามาท้าทายองค์ชายหกอีก นี่มิใช่รนหาที่ตายหรอกหรือ...”
บัดนี้ อวิ๋นเจิงกลายเป็นดั่งเทพสงครามในต้าเฉียนไปแล้ว
เพียงเอ่ยถึงอวิ๋นเจิง แม้แต่เด็กสามขวบก็ยังเล่าเรื่องวีรกรรมของเขาได้หลายเรื่อง
ที่สำคัญคือ ศึกที่อวิ๋นเจิงทำล้วนเป็นการปราบเผ่าต่างถิ่น
ด้วยเหตุนี้ ชื่อเสียงของอวิ๋นเจิงในหมู่สามัญชนจึงดีเยี่ยมยิ่ง
ทว่าชนชั้นบัณฑิตและขุนนางกลับมีความเห็นต่ออวิ๋นเจิงแตกต่างกันไป
บ้างกล่าวว่าอวิ๋นเจิงสร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ บ้างกล่าวว่าอวิ๋นเจิงนิยมทำศึกจนสิ้นเปลืองกำลังทหาร
ยังมีคนกล่าวว่าอวิ๋นเจิงไม่ภักดีและอกตัญญู
แต่มีเรื่องหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้
คุณความชอบ!
คุณความชอบของอวิ๋นเจิงยิ่งใหญ่เกินไป!
แม้แต่ผู้ที่ดิ้นรนสุดกำลังเพื่อดูแคลนอวิ๋นเจิง ก็ยังปฏิเสธคุณความชอบของเขาไม่ได้
จวนรัชทายาท
อวิ๋นลี่กำลังหารือเรื่องบางอย่างกับสวีฉือฝู่และคนอื่น ๆ
บัดนี้อวิ๋นลี่เป็นผู้ที่มีภารกิจรัดตัวอย่างแท้จริง แต่ละวันหมุนวุ่นวายราวลูกข่าง
บ่อยครั้งถึงกลางดึกก็ยังจัดการราชกิจอยู่ ทำให้พระชายารัชทายาทกับพระสนมรัชทายาทหลายคนเริ่มไม่พอใจ
