หลังจากหารือกับสวีฉือฝู่และคนอื่น ๆ แล้วไม่ได้ข้อสรุป อวิ๋นลี่ก็เร่งนำรายงานศึกของอวิ๋นเจิงไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เหวิน
ต่างจากอวิ๋นลี่ที่ยุ่งจนหัวหมุน ฮ่องเต้เหวินกลับสำราญใจยิ่งนัก
ช่วงนี้ฮ่องเต้เหวินไม่ตระเวนขอกินขอดื่มไปทั่วแล้ว ทว่ากลับหลงใหลการทำไร่ทำนาแทน
ด้วยเหตุนี้ ฮ่องเต้เหวินจึงทรงบุกเบิกที่ดินผืนหนึ่งในพระราชวัง ทั้งยังเรียกจางซวีเข้าวังเป็นครั้งคราว ให้ทำหน้าที่เป็นผู้ชี้แนะด้านเทคนิค สอนพระองค์กับเหล่าสนมปลูกมันเทศดิน
ยามอวิ๋นลี่มาถึง ฮ่องเต้เหวินกำลังทรงกำจัดวัชพืชในแปลงมันเทศดินร่วมกับเหล่าสนม ส่วนจางซวีก็ก้มหลังอวบอ้วนลงทำงานอยู่ในไร่
เมื่อเห็นอวิ๋นลี่มาเยือน จางซวีก็ส่งสายตาขอความช่วยเหลือให้อวิ๋นลี่ทันที
ให้เขาหาเงินยังพอไหว แต่ให้ลงไร่ลงนาเช่นนี้ เท่ากับเอาชีวิตเขาชัด ๆ!
อวิ๋นลี่ส่งสายตาให้จางซวี ก่อนจะก้าวเร็ว ๆ ไปหาฮ่องเต้เหวิน
“ลูกขอถวายบังคมเสด็จพ่อ เสด็จแม่...”
อวิ๋นลี่ประสานมือคำนับ
“รัชทายาทมาแล้วหรือ!”
ฮ่องเต้เหวินทอดพระเนตรอวิ๋นลี่พลางแย้มสรวล จากนั้นทรงชี้ไปยังมันเทศดินที่เติบโตสูงขึ้นมากแล้วตรัสว่า “ดูสิ มันเทศดินของเรางามดีหรือไม่?”
มันเทศดินหรือ?
ยามนี้อวิ๋นลี่ไหนเลยจะมีแก่ใจสนใจมันเทศดิน!
“เสด็จพ่อทรงเพาะปลูกด้วยพระองค์เอง มันเทศดินจะเติบโตไม่งามได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
อวิ๋นลี่ฝืนใจกล่าวยกยอฮ่องเต้เหวิน
“นี่มิใช่ผลงานของเรา หากเป็นผลงานของเจ้าหนุ่มจางซวีต่างหาก!”
ฮ่องเต้เหวินทรงพระสรวลเสียงดัง “อย่าเห็นว่าจางซวีผู้นี้เรียนหนังสือไม่เอาไหนเชียว เขามีพรสวรรค์อย่างแท้จริง เจ้าต้องบ่มเพาะเขาให้ดี!”
“ลูกจะจดจำพระดำรัสสั่งสอนของเสด็จพ่อไว้พ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นลี่คำนับอีกครั้ง ก่อนกล่าวว่า “เสด็จพ่อ น้องหกส่งคนมานำรายงานศึกจากจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือมาถวายพ่ะย่ะค่ะ”
