เป่ยหวน
นับแต่ที่อวิ๋นเจิงนำทัพฝ่าวงล้อมออกมาได้สำเร็จ ปันปู้ก็ล้มป่วยอีกครั้งจนไม่อาจลุกจากเตียง
ครานี้อาการหนักกว่าแต่ก่อนมาก
ปันปู้เข้าใจดีว่า อาการที่ทุเลาลงก่อนหน้านี้คงเป็นเพียงแสงสุดท้ายก่อนตะวันลับฟ้า
เพราะเขาปรารถนาจะเอาชนะอวิ๋นเจิง และอยากจับเป็นอวิ๋นเจิงมากเกินไป
ความเชื่อมั่นเพียงน้อยนิดนั้นค้ำจุนเขาไว้ จนร่างกายฟื้นตัวขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
แต่บัดนี้ ความหวังของเขามลายสิ้นแล้ว
เมื่อความเชื่อมั่นเพียงน้อยนิดนั้นสูญสลาย ชีวิตของเขาก็ใกล้ถึงปลายทาง
เมื่อเห็นอาจารย์ผู้มีพระคุณราวกับตะเกียงน้ำมันแห้งเหือด เจียเหยาก็ร้องไห้จนแทบขาดใจ
เมื่อหกปีก่อน อาจารย์ผู้มีพระคุณช่างเปี่ยมด้วยความฮึกเหิมเพียงใด!
ยามนั้น เขาคือวีรบุรุษของเป่ยหวนทั้งแผ่นดิน!
ทว่าบัดนี้ อาจารย์ผู้มีพระคุณกลับซูบซีดราวกับซากไม้แห้ง
ไม่รู้เพราะเหตุใด ภาพที่นางพบอาจารย์ผู้มีพระคุณครั้งแรกเมื่อสิบปีก่อนพลันปรากฏขึ้นในห้วงความคิด
เวลานั้นนางเพิ่งมีอายุครบเก้าขวบ
“ราชครู ข้าขอฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านได้หรือไม่?”
“หืม? หลายวันก่อนองค์หญิงเพิ่งฝากตัวเป็นศิษย์ของปู้ตูมิใช่หรือ เหตุใดจึงอยากฝากตัวเป็นศิษย์ของข้าอีก?”
“ที่ข้าฝากตัวเป็นศิษย์ของปู้ตู เพราะอยากเรียนวิชายิงธนูจากเขา ส่วนที่ข้าฝากตัวเป็นศิษย์ของราชครู เพราะอยากเรียนวิชานำทัพออกรบจากท่าน! เสด็จพ่อบอกว่าราชครูเป็นผู้มีปัญญาที่สุดบนทุ่งหญ้า เจียเหยาก็อยากเป็นคนฉลาดเช่นราชครู รอเจียเหยาเติบใหญ่ จะได้แบ่งเบาภาระให้เสด็จพ่อ”
“เช่นนั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้นข้าจะถามองค์หญิงสักข้อ หากตอบถูก ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์ ดีหรือไม่?”
