แม้ฉินลิ่วก่านจะกำลังอัดฉินชีหู่เสียจนยับเยิน แต่ก็ยังรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา
เขาเพียงทำให้ฉินชีหู่เจ็บเนื้อเจ็บตัว ไม่ได้ทำร้ายกระดูกหรืออวัยวะภายใน
หลังจากซ้อมเสียยกใหญ่ ฉินลิ่วก่านก็ลากฉินชีหู่เข้าไปในห้อง
“เรื่องเว่ยเหวินจง เป็นความจริงแน่หรือ?”
พอเข้าห้อง ฉินลิ่วก่านก็ถามเสียงเข้ม
“เป็นความจริงแน่แท้”
ฉินชีหู่เหลือบมองฉินลิ่วก่านอย่างหวาด ๆ ก่อนตอบว่า “ตอนองค์หญิงเจียเหยาแห่งเป่ยหวนส่งจดหมายฉบับนั้นให้ท่านอ๋องหก ข้ากับตู๋กูเช่ออยู่ในเหตุการณ์ด้วย! แม้จดหมายฉบับนั้นจะไม่ใช่ลายมือของเว่ยเหวินจง แต่มีเพียงเว่ยเหวินจงเท่านั้นที่ทำเรื่องเหล่านั้นได้...”
พลางเล่า ฉินชีหู่ก็อธิบายเนื้อหาโดยคร่าวของจดหมายฉบับนั้นอีกครั้ง
เมื่อฟังคำพูดของฉินชีหู่จบ ฉินลิ่วก่านก็ขมวดคิ้วแน่น
หากเป็นเช่นนี้ ก็เป็นฝีมือของเว่ยเหวินจงจริง ๆ!
ถึงอย่างไร คนที่มีอำนาจจัดสรรกำลังพลสำหรับขนส่งเสบียงก็มีเพียงเว่ยเหวินจง
หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉินลิ่วก่านก็ถามอีกว่า “เหตุใดองค์หญิงนกนั่นแห่งเป่ยหวนถึงมอบจดหมายให้ท่านอ๋องหก?”
“นางคิดว่าตนชนะขาดแล้วกระมัง!”
ฉินชีหู่สูดจมูก พลางเบ้ปากกล่าวว่า “สตรีผู้นั้นคิดว่าภายใต้การปิดล้อมเช่นนั้น พวกเรากว่าสี่หมื่นคนไม่มีทางหนีรอดไปได้! ต่อให้มอบจดหมายให้ท่านอ๋องหก เขาก็ทำได้เพียงมองตาปริบ ๆ”
ฉินลิ่วก่านครุ่นคิด ก่อนซักถามฉินชีหู่ถึงขั้นตอนการฝ่าวงล้อมของพวกเขาอย่างละเอียด
ฉินชีหู่ไม่ปิดบัง เล่าแผนการทั้งหมดให้ฉินลิ่วก่านฟัง รวมถึงเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างกองกำลังของพวกเขาฝ่าวงล้อมไปตามเส้นทางอย่างละเอียด
