คืนนั้น ฮ่องเต้เหวินจัดงานเลี้ยงขึ้นในสวนหลวง อวิ๋นลี่เดินทางไปเชิญขุนนางผู้ช่วยราชการทั้งสี่คนมาร่วมงานด้วยตนเอง
แม้อวิ๋นลี่จะอยากร่วมวงครึกครื้นนี้ด้วยเช่นกัน แต่เขายังต้องจัดงานเลี้ยงเมิ่งรั่ววั่งเป็นการส่วนตัว จึงไม่มีโอกาส
อวิ๋นลี่ไม่รู้ว่าฮ่องเต้เหวินคิดจะทำสิ่งใด ขุนนางผู้ช่วยราชการทั้งสี่ก็ไม่รู้เช่นกัน
ทั้งสี่มาถึงสวนหลวงก่อนเวลาสองเค่อเพื่อรอคอย ฮ่องเต้เหวินจึงค่อยเดินมาถึงโดยมีมู่ซุ่นประคอง
“กระหม่อมทั้งหลายถวายคำนับฝ่าบาท”
เมื่อเห็นฮ่องเต้เหวิน ทั้งสี่ก็รีบคำนับ
“ลุกขึ้นเถิด ลุกขึ้นเถิด!”
ฮ่องเต้เหวินโบกมือพลางยิ้มแย้ม “วันนี้มิใช่งานเลี้ยงระหว่างฮ่องเต้กับขุนนาง เราไม่ได้พบพวกเจ้ามานาน จึงจัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ เพื่อพูดคุยกันตามสบาย”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
ทั้งสี่ค่อย ๆ ลุกขึ้น ทว่าไม่เชื่อคำพูดของฮ่องเต้เหวินแม้แต่น้อย
ในใจของทั้งสี่ต่างกระจ่างแจ้ง
ฮ่องเต้เหวินจัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกเขาทั้งสี่ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ย่อมต้องมีเรื่องสำคัญเป็นแน่
เพียงแต่บัดนี้ไม่มีผู้ใดหยั่งเชิงฮ่องเต้เหวินได้ อีกทั้งไม่กล้าเอ่ยวาจาส่งเดช จึงได้แต่เฝ้าดูสถานการณ์ไปก่อน
ฮ่องเต้เหวินส่งสัญญาณให้ทุกคนนั่งลง ก่อนกำชับขันทีเป็นพิเศษว่า “เลื่อนที่นั่งของจิ้งกั๋วกงเข้ามาใกล้เราหน่อย”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ขันทีค้อมกายรับคำสั่ง แล้วรีบเข้าไปเลื่อนที่นั่งกับโต๊ะของสวีฉือฝู่มาใกล้ฮ่องเต้เหวิน
หัวใจสวีฉือฝู่เต้นระรัว ความรู้สึกตึงเครียดพลันก่อตัวขึ้นอย่างไร้สาเหตุ
ทันทีที่สวีฉือฝู่นั่งลง สายตาของฮ่องเต้เหวินก็จับจ้องมาที่เขา “ตอนอวิ๋นเฉิงออกเดินทางไปประกอบพิธีศพ เรายังนอนป่วยอยู่บนเตียง ไม่ได้ไปส่งอวิ๋นเฉิง เจ้าคงไม่ถือโทษเรากระมัง?”
