ภายในห้อง ฉินลิ่วก่านนั่งหน้าบึ้งอยู่ตรงนั้น
เมื่อเห็นอวิ๋นเจิงมาคนเดียว แววประหลาดใจก็วาบผ่านดวงตา
“ไอ้ลูกอกตัญญูนั่นเล่า?”
อวิ๋นเจิงยังไม่ทันเดินเข้าไป ฉินลิ่วก่านก็เอ่ยถามขึ้นก่อน
“ข้าให้คนไปตามเขาแล้ว”
อวิ๋นเจิงยิ้ม เดินเข้าไปยกกาน้ำชารินชาร้อนให้ฉินลิ่วก่านถ้วยหนึ่ง “ข้ารู้ว่าท่านกำลังจะด่าข้า ดื่มชาสักคำชุ่มคอก่อนเถิด!”
“...”
ฉินลิ่วก่านชะงักไปเล็กน้อย ทั้งฉุนทั้งขำ “องค์ชายรู้จักตัวเองดีเสียด้วย!”
เอ่ยจบ ฉินลิ่วก่านก็คว้าถ้วยชาขึ้นมา ดื่มรวดเดียวหมดในไม่กี่อึก
ปัง!
ฉินลิ่วก่านวางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนล้วงราชโองการออกจากอกเสื้อแล้วโยนให้อวิ๋นเจิง “อ่านเอง!”
ราชโองการหรือ?
อวิ๋นเจิงประหลาดใจเล็กน้อย
หมายความว่าอย่างไร?
ตาเฒ่าจอมกะล่อนพกราชโองการมาด้วยได้อย่างไร?
เสด็จพ่อคงไม่ถึงกับมีราชโองการสั่งให้เขายอมจำนนกระมัง?
ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ แล้วจะมีราชโองการนี้ไปเพื่ออะไร?
ด้วยความสงสัยเต็มอก อวิ๋นเจิงจึงรีบคลี่ราชโองการออกอ่าน
พอเห็นเนื้อความในราชโองการ ใบหน้าของอวิ๋นเจิงก็พลันดำคล้ำ
พระนามหลังสิ้นพระชนม์ว่าอู่เลี่ย!
ที่แท้เสด็จพ่อเชื่อจริง ๆ ว่าเขาตายแล้ว!
ถึงกับคิดพระนามหลังสิ้นพระชนม์ไว้ให้เขาเรียบร้อย
ฉินลิ่วก่านเบิกตากลมโตจ้องอวิ๋นเจิง “รู้หรือไม่ว่า พอได้ยินว่าพวกเจ้าสิ้นชีพในสนามรบที่ซั่วเป่ย เสด็จพ่อของเจ้าก็กระอักโลหิตกลางท้องพระโรงถึงสามครั้ง หมอหลวงรักษาอยู่นานกว่าจะฟื้น! พระองค์ยังไม่ทันหายตกพระทัย เจ้าก็ก่อเรื่องเช่นนี้อีกแล้ว เจ้าอยากทำให้พระองค์โกรธจนสิ้นพระชนม์หรือไร?”
