วันรุ่งขึ้น ตู๋กูเช่อก็จะนำทหารองครักษ์ของตนไล่ตามกองทัพใหญ่ที่กำลังมุ่งหน้าไปทางตะวันตกของทุ่งหญ้ามู่หม่า
ก่อนออกเดินทาง อวิ๋นเจิงรั้งตู๋กูเช่อไว้อีกครั้ง กำชับอย่างจริงจังว่า “จำไว้ ศึกครั้งนี้เป็นศึกทำลายแคว้น! ยามที่ต้องเหี้ยมโหดก็ต้องเหี้ยมโหด!”
ตู๋กูเช่อพยักหน้าอย่างหนักแน่น “องค์ชายโปรดวางพระทัย กระหม่อมเข้าใจแล้ว!”
หลังพูดคุยกับตู๋กูเช่ออีกไม่กี่คำ อวิ๋นเจิงจึงปล่อยให้เขาจากไป
ศึกครั้งนี้ อวิ๋นเจิงแบ่งทัพออกเป็นสองสายชั่วคราว
ตู๋กูเช่อนำทัพสายหนึ่ง ส่วนเขานำอีกสายหนึ่ง
ทว่าเขายังต้องจัดแจงเรื่องอื่นอีกเล็กน้อย ทั้งรอให้จั่วเริ่นนำทัพมาถึง จะได้ให้เวลาถงกังจัดเตรียมกำลังพลเพิ่มขึ้น จากนั้นจึงค่อยไปสมทบกับอวี๋ซื่อจงและพวกที่ค่ายใหญ่ภูเขาเยี่ยนหุย
สองวันต่อมา อวิ๋นเจิงพาเมี่ยวอินกลับติ้งเป่ย
ศึกครั้งนี้มีโอกาสยืดเยื้อไปจนถึงฤดูหนาวมาเยือน
ก่อนออกเดินทาง อวิ๋นเจิงจำต้องกลับติ้งเป่ยไปดูเหล่าสตรีของตนกับลูกที่ยังไม่ลืมตาดูโลก
เสิ่นลั่วเยี่ยนและพวกนางได้รับข่าวแล้วว่าแนวหน้ากำลังจะเปิดศึกอีกครั้ง
อวิ๋นเจิงเพิ่งก้าวเข้าประตู เสิ่นลั่วเยี่ยนก็เดินเร็วออกมาต้อนรับ
“พระชายา ช้าลงหน่อย...”
ด้านหลังเสิ่นลั่วเยี่ยนมีสาวใช้สองคนวิ่งเหยาะ ๆ ตามประกบซ้ายขวา เกรงว่านางจะเกิดเหตุไม่คาดคิด
เมื่อเห็นอวิ๋นเจิงกับเมี่ยวอิน ทั้งสองก็รีบคำนับ
“ไม่ต้องมากพิธี”
อวิ๋นเจิงกล่าวพลางก้าวเข้าไปประคองเสิ่นลั่วเยี่ยน หยอกเย้าว่า “ระวังหน่อย หากหกล้มขึ้นมาคงแย่แน่”
