เมื่อได้ฟังคำพูดของอวิ๋นเจิง เจียเหยาก็อดนิ่งเงียบไปไม่ได้
ใช่แล้ว
เหตุผลหลายอย่างที่อวิ๋นเจิงกล่าวมา นางล้วนเข้าใจ
และยังเห็นด้วยอีกด้วย
ทว่าอวิ๋นเจิงมองข้ามเรื่องหนึ่งไป
ผู้ใดก็ตามที่มีศักดิ์ศรีและเลือดนักสู้ ย่อมไม่อาจยืนมองบ้านเมืองของตนล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา
แม้รู้ว่าตนเป็นเพียงมดปลวกที่คิดสั่นคลอนต้นไม้ใหญ่ สุดท้ายก็ยังมีคนที่ยอมเสี่ยงชีวิตโดยไม่ลังเล
หากอวิ๋นเจิงตกอยู่ในฐานะเดียวกับนาง เขาจะยินดีและยอมรับทุกสิ่งอย่างสงบใจได้หรือ?
หลายสิ่งหลายอย่างบนโลกนี้ เดิมทีก็ไม่ได้วัดกันด้วยมีเหตุผลหรือไม่
“เฮ้อ...”
ผ่านไปเนิ่นนาน เจียเหยาจึงถอนหายใจหนักอึ้ง “เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่า ทุกครั้งที่พวกเราพูดถึงเรื่องนี้ ก็มักจะจนมุมกันทุกที...”
อวิ๋นเจิงพยักหน้าเบา ๆ “เพราะอย่างนี้ข้าถึงไม่อยากพูดเรื่องพวกนี้กับเจ้า!”
ทุกครั้งที่ถกเรื่องนี้กับเจียเหยา ต่อให้บรรยากาศดีเพียงใด สุดท้ายก็หนักอึ้งขึ้นมา
เขายินดีหยอกเย้ากับเจียเหยามากกว่า
“เช่นนั้นก็ไม่พูดแล้ว จะได้ไม่พาลโกรธกันทั้งคู่”
เจียเหยายิ้มเยาะตนเอง ก่อนเปลี่ยนเรื่องถามว่า “ตอนอยู่ฟู่โจว เจ้าแสดงละครกับเสด็จพ่อของเจ้าหรือไม่?”
“นั่นก็เสด็จพ่อของเจ้าเช่นกัน”
อวิ๋นเจิงยิ้ม “เจ้าดูออกแล้วหรือ?”
เป็นเช่นนั้นจริง ๆ!
เจียเหยาขมขื่นอยู่ในใจ
ข่าวร้ายอีกเรื่องหนึ่ง!
เจียเหยาขมขื่นอยู่ในใจเงียบ ๆ ก่อนตอบว่า “เดิมทีข้าดูไม่ออก แต่พอได้ยินเจ้าบอกว่าชื่ออวิ๋นชางก็เป็นเสด็จพ่อของเจ้าที่ตั้งให้ ข้าถึงเริ่มสงสัย...”
อวิ๋นเจิงยิ้ม แล้วถามเจียเหยาต่อว่า “เจ้าพูดมาตามตรง เมื่อก่อนเจ้าเคยหวังให้ข้าทำสงครามกับราชสำนัก เพื่อฉวยโอกาสยามเกิดความวุ่นวายหรือไม่?”
