ยามค่ำคืน ฮ่องเต้เหวินยังประทับอยู่ในห้องทรงพระอักษร
เพราะเรื่องคณะทูตเป่ยหวน ช่วงนี้ฮ่องเต้เหวินจึงมิได้โปรดปรานเหล่านางสนม
พระองค์ไม่มีแก่ใจเรื่องนั้นจริง ๆ!
เมื่อนึกว่าพรุ่งนี้ต้องเจรจาเรื่องขอเสบียงกับคณะทูตเป่ยหวน ฮ่องเต้เหวินก็กลัดกลุ้มจนบรรทมไม่หลับ
“ก๊อก ๆ...”
ในยามนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังมาจากด้านนอก
“เข้ามา!”
ฮ่องเต้เหวินเงยพระพักตร์ขึ้นอย่างอ่อนล้า
องครักษ์เงาเร่งรุดเข้ามา แล้วกระซิบข้างพระกรรณฮ่องเต้เหวิน
เมื่อได้ฟังคำขององครักษ์เงา แววสังหารพลันปะทุขึ้นในพระเนตรของฮ่องเต้เหวิน
“เรื่องนี้แน่ชัดแล้วหรือ?”
ฮ่องเต้เหวินตรัสถามด้วยพระพักตร์เย็นเยียบ
องครักษ์เงาพยักหน้าเบา ๆ
“บังอาจนัก!”
แววสังหารฉายชัดในพระเนตรของฮ่องเต้เหวิน
หลังศึกเมื่อห้าปีก่อน พระองค์มีรับสั่งเด็ดขาดให้ทุกกองทัพจ่ายเงินชดเชยแก่ครอบครัวทหารที่พลีชีพในสนามรบให้ครบถ้วนทุกอีแปะ
ผู้ใดกล้ายักยอก พระองค์จะไม่ละเว้นเด็ดขาด!
คิดไม่ถึงว่ายังมีคนกล้ายื่นมือเข้าไปฉกฉวย!
หลังข่มโทสะไว้ได้ ฮ่องเต้เหวินก็ถามขึ้นอีกว่า “แน่ใจหรือว่าลูกหกพูดเรื่องนี้กับลูกสามแล้ว?”
“แน่ใจพ่ะย่ะค่ะ!”
องครักษ์เงาพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“พอแล้ว เรารู้แล้ว เจ้าออกไปได้!”
ฮ่องเต้เหวินพยักพระพักตร์เล็กน้อย แล้วโบกพระหัตถ์ให้องครักษ์เงาถอยออกไป
เมื่อองครักษ์เงาจากไป ประกายเย็นเยียบในพระเนตรของฮ่องเต้เหวินก็วูบไหวขึ้นอีกครั้ง
ลูกสามเอ๋ย ลูกสาม!
อย่าทำให้เราผิดหวังเชียว!
ส่วนลูกหกนั้น นับว่าทำได้ไม่เลว
ยังรู้จักชดเชยให้เหล่าทหารแทนเสด็จพ่ออย่างเรา
“เราควรเรียกคนที่อยู่ข้างกายลูกหกกลับมาหรือไม่?”
ฮ่องเต้เหวินพึมพำกับพระองค์เอง พลางครุ่นคิดอยู่เงียบ ๆ
