เผลอเพียงพริบตา เวลาก็ล่วงเลยไปอีกหลายวัน
เพราะตั้งค่ายอยู่ในค่ายใหญ่ จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายที่ไม่เกี่ยวกับการสู้รบของฝ่ายอวิ๋นเจิงจึงมีไม่มากนัก
ฝ่ายอวิ๋นเจิงไม่มีข่าวเกี่ยวกับชนเผ่าเถื่อนทางเหนือ ฝ่ายเจียเหยาก็เช่นกัน
ราวกับว่าชนเผ่าเถื่อนทางเหนือไม่มีทางยกทัพใหญ่เข้าจู่โจม
แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ อวิ๋นเจิงก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ชนเผ่าเถื่อนทางเหนือคงไม่ถึงกับแสร้งโจมตีเพื่อถ่วงเวลา แล้วฉวยโอกาสนี้ผลาญเสบียงของพวกเขากระมัง?
อวิ๋นเจิงครุ่นคิดอยู่ในกระโจมครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอก
เมื่อวาน หิมะขนห่านตกลงมาอีกระลอก
กระทั่งบัดนี้ ท้องฟ้าก็ยังมีเกล็ดหิมะโปรยปราย
ทหารในค่ายใหญ่กำลังโกยหิมะที่ทับถมกัน หิมะเหล่านั้นสามารถนำไปก่อเสริมกำแพงหิมะได้พอดี
หากเป็นหิมะที่สะอาดหน่อย ก็ยังใส่หม้อต้มเป็นน้ำได้โดยตรง ไม่ต้องไปสกัดน้ำแข็งเอาน้ำอีก
ขณะที่อวิ๋นเจิงกำลังจะรำหมัดสุนัขคลั่งสองชุดเพื่อยืดเส้นยืดสาย อวี๋ซื่อจงก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา “ท่านอ๋อง มีข่าวจากทางฮูหยินเจียเหยา!”
“หืม?”
อวิ๋นเจิงโยนความคิดเรื่องยืดเส้นยืดสายทิ้งไปทันที แล้วรับกระดาษที่อวี๋ซื่อจงยื่นมาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นข้อความบนกระดาษ มุมปากของอวิ๋นเจิงก็กระตุกเล็กน้อย
“เจ้าลองดูด้วยสิ!”
อวิ๋นเจิงส่งกระดาษให้อวี๋ซื่อจง
อวี๋ซื่อจงมองอวิ๋นเจิงอย่างฉงน ก่อนรับไปอ่านทันที
ยิ่งอ่าน สีหน้าของอวี๋ซื่อจงก็ยิ่งกระตุกไม่หยุด
กองทัพชนเผ่าเถื่อนทางเหนือราวเจ็ดถึงแปดหมื่นนายบุกออกจากป่าดงดิบทางเหนือของเป่ยหวนเมื่อวานนี้ มุ่งตรงสู่ทุ่งหญ้าชิ่นหลิน เจียเหยาจึงส่งคนมาขอความช่วยเหลือจากอวิ๋นเจิงเป็นการด่วน
