จะโยกกำลังพลจากที่ใด?
เซียวว่านโฉวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกราบทูลว่า “กระหม่อมเห็นว่าราชสำนักควรโยกกำลังพลจากเติงโจวและเฮ่อโจวแห่งละหนึ่งหมื่นนาย ไปช่วยอวี้โจว อีกทั้งให้กองทัพเรือมุ่งหน้าไปยังท่าเรือเกาหลินแห่งอวี้โจวโดยด่วน...”
ฮ่องเต้เหวินครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนตรัสถามอวิ๋นลี่อีกครั้ง “เจ้าคิดว่าการจัดการเช่นนี้ของกั๋วกงอวี้เหมาะสมหรือไม่?”
“เหมาะสมยิ่งพ่ะย่ะค่ะ!”
อวิ๋นลี่พยักหน้าเบา ๆ “ทว่าผู้ที่จะนำทัพกลับเป็นปัญหาอยู่บ้างพ่ะย่ะค่ะ”
“นั่นก็จริง”
ฮ่องเต้เหวินพยักพระพักตร์ “เหล่าขุนนางทั้งหลายคิดว่าครั้งนี้ควรส่งผู้ใดไปบัญชาการทัพที่อวี้โจว?”
เมื่อฮ่องเต้เหวินตรัสถาม เหล่าขุนนางต่างพากันมองไปยังเซียวว่านโฉวและขุนนางกรมกลาโหมอีกหลายคน
เรื่องนี้หลัก ๆ เป็นธุระของกรมกลาโหม
ผู้อื่นอาจเสนอชื่อได้ ทว่าผู้ตัดสินใจสำคัญยังคงเป็นฮ่องเต้เหวินกับเซียวว่านโฉว เสนาบดีกลาโหม
เห็นทุกคนเงียบงัน ฮ่องเต้เหวินจึงหันไปถามเซียวว่านโฉวอีกครั้ง “เจ้าคิดว่าควรส่งผู้ใดไปบัญชาการทัพ?”
“เรื่องนี้...”
เซียวว่านโฉวมีสีหน้าลำบากใจ “ครั้งนี้ราชสำนักส่งกำลังไปช่วยอวี้โจว มิใช่เพียงเพื่อป้องกันมิให้แคว้นอวี่หวนกลับมาโจมตี แต่ยังต้องข่มขวัญเหล่าคนพาลในอวี้โจว และสืบหาความจริงเรื่องลัทธิจันทราชาดด้วย ผู้ที่จะไปบัญชาการทัพต้องเชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊ อีกทั้งสุขุมรอบคอบพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อฟังเซียวว่านโฉวพูดอ้อมค้อมอยู่เช่นนั้น ฮ่องเต้เหวินก็เริ่มหมดความอดทน “เจ้าบอกเรามาตรง ๆ ก็พอว่าเห็นว่าผู้ใดเหมาะจะไป!”
เซียวว่านโฉวยิ้มเจื่อน “คนที่กระหม่อมเสนอชื่อ เกรงว่าฝ่าบาทคงไม่ทรงเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ผู้ใด?”
“อู๋ตู๋พ่ะย่ะค่ะ!”
“อู๋ตู๋?”
ฮ่องเต้เหวินขมวดพระขนงทันที “คราวที่ปราบกบฏอ๋องอัน อู๋ตู๋วุ่นวายอยู่ถึงสองเดือน แต่กลับแทบไม่ได้ผล สุดท้ายยังเป็นเจ้าและรัชทายาทที่ต้องนำทัพไป จึงปราบกบฏอ๋องอันได้อย่างรวดเร็ว เหตุใดเจ้าจึงเสนอคนไร้ความสามารถเช่นนี้ให้ไปนำทัพที่อวี้โจว?”
