วันรุ่งขึ้น เจียเหยาออกจากจวนอ๋องแต่เช้าตรู่
ก่อนจากไป เจียเหยากอดอวิ๋นเจิงต่อหน้าผู้คนอย่างไม่เกรงใจ ทั้งยังจุมพิตกับเขาอย่างเปิดเผย จากนั้นจึงแนบกระซิบข้างหูอวิ๋นเจิงว่า “ข้าจะรอเจ้าอยู่บนทุ่งหญ้า!”
“อืม!”
อวิ๋นเจิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น ก่อนร่ำลาเจียเหยาด้วยความอาลัยอาวรณ์
ในวันเดียวกับที่เจียเหยาจากไป อวิ๋นเจิงก็จัดการกำหนดวันมงคลสมรสให้กับอวี๋ซื่อจงและจัวหม่าที่จวนอ๋อง จากนั้นก็เร่งเดินทางไปยังจวิ้นฉางเล่อ
เทศกาลไหว้พระจันทร์ผ่านพ้นไปแล้ว
กว่าพวกเขาจะเดินทางไปถึงจวิ้นฉางเล่อ พืชผลในนาหลวงเหล่านั้นคงสุกงอมพร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว
อวิ๋นเจิงบอกเรื่องนี้กับเสิ่นลั่วเยี่ยนและคนอื่น ๆ ไว้ก่อนแล้ว จึงมิได้ร่ำลาพวกนางให้มากความ เขาพาเมี่ยวอินกับกองทหารองครักษ์ออกเดินทางอย่างเร่งร้อน
จุดประสงค์หลักของการเดินทางครั้งนี้คือไปดูว่าพืชผลในนาหลวงเหล่านั้นเป็นชนิดใดกันแน่ อวิ๋นเจิงและพวกออกเดินทางอย่างคล่องตัว มุ่งหน้าไปโดยไม่หยุดพัก
บ่ายวันที่สาม พวกเขาก็มองเห็นด่านเป่ยลู่
ขณะกำลังมุ่งหน้าไปยังด่านเป่ยลู่ หน่วยสอดแนมที่อยู่เบื้องหน้าก็พาคนผู้หนึ่งควบม้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว แผ่นหลังของเขาปักธงสีส้มเล็ก ๆ ไว้สามผืน
เมื่อเห็นคนผู้นั้นควบม้าเข้ามา หัวใจของอวิ๋นเจิงพลันกระตุกวูบ
ธงสีส้มสามผืน!
ข่าวด่วนทางทหาร!
อีกทั้งยังเป็นข่าวด่วนที่ส่งจากทิศทางด่านเป่ยลู่ไปยังซั่วฟาง!
หรือว่าฟู่โจวเกิดเรื่องขึ้น?
กองทัพราชสำนักบุกโจมตีฟู่โจวอย่างกะทันหันหรือ?
คงไม่กระมัง?
ขณะที่เขากำลังฉงนสงสัย ทหารส่งข่าวก็มาถึงเบื้องหน้าอวิ๋นเจิงโดยมีหน่วยสอดแนมนำทาง
ทหารส่งข่าวลงจากม้าอย่างรวดเร็ว คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น “ทูลท่านอ๋อง แคว้นอวี่ลอบโจมตีอวี้โจวในคืนเทศกาลไหว้พระจันทร์! นี่เป็นจดหมายที่ใต้เท้าทัวฮวนเขียนด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ!”
