กล่าวตามตรง ถ้อยคำเสียดสีของฮ่องเต้เหวินในครานี้กลับทำให้อวิ๋นลี่รู้สึกสบายใจยิ่ง
นั่นมิใช่เพราะเขามีรสนิยมชอบถูกทรมาน
เขาเข้าใจว่าเหตุที่ฮ่องเต้เหวินตรัสเช่นนี้ก็เพราะทรงห่วงใยเขา หวังให้เขาทะนุถนอมร่างกาย อย่าเอาแต่ขุ่นเคืองตนเอง
แม้ฮ่องเต้เหวินจะตรัสว่าไม่ทรงคาดหวังในตัวเขา แต่หากไม่ทรงคาดหวังในตัวเขาจริง ๆ แล้วจะตรัสถ้อยคำเสียดสีเหล่านี้กับเขาไปไย?
“ลูกสำนึกผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
อวิ๋นลี่มองฮ่องเต้เหวินอย่างจริงใจ
“ผิด? เจ้ามีความผิดอันใด?”
ฮ่องเต้เหวินทอดพระเนตรอวิ๋นลี่อย่างเย็นชา “ผลงานยามเจ้าสำเร็จราชการแทนเรา เราล้วนเห็นอยู่กับตา ต่อให้เป็นผู้ตรวจการในราชสำนักก็ยังหาข้อบกพร่องใหญ่หลวงมิได้! แล้วเหตุใดพอพบเรื่องของเจ้าหกลูกอกตัญญูผู้นั้น เจ้าจึงกลายเป็นคนบุ่มบ่ามไร้สมองไปเสียได้?”
“ลูกเป็นห่วงมากเกินไปพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นลี่กล่าวอย่างละอายใจ “น้องหกเก่งกาจในการศึก ทั้งยังถือครองกำลังทหารหลายแสนนาย ทุกครั้งที่ลูกนึกถึงเรื่องเหล่านี้ก็ไม่อาจข่มตาหลับได้...”
“แล้วอย่างไรต่อ?”
ฮ่องเต้เหวินตรัสย้อน “เจ้าห่วงแล้วห่วงอีก สถานการณ์ระหว่างราชสำนักกับเจ้าลูกอกตัญญูผู้นั้นเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่?”
“มะ...ไม่เปลี่ยนพ่ะย่ะค่ะ” อวิ๋นลี่ตอบตะกุกตะกัก
“เจ้าก็รู้ว่าไม่เปลี่ยนหรือ?”
ฮ่องเต้เหวินขึ้นพระสุรเสียงฉับพลัน ก่อนลุกพรวดขึ้นแล้วชี้พระดัชนีใส่จมูกอวิ๋นลี่ ตรัสตำหนิอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าจะกังวลหรือไม่ สถานการณ์ก็เป็นเช่นนี้! เจ้าอายุเข้าสู่วัยสามสิบแล้ว! หลักรู้จักอับอายแล้วจึงฮึกสู้ ยังต้องให้เราสอนอีกหรือ?”
อวิ๋นลี่อ้าปากเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความขมขื่น
“ลูกรู้หลักรู้จักอับอายแล้วจึงฮึกสู้พ่ะย่ะค่ะ”
