วันถัดมา ณ ท้องพระโรง
เรื่องที่ทหารทั้งค่ายใหญ่หลูหลินยกทัพยอมจำนน ทำให้เหล่าขุนนางถกเถียงกันจนแทบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
หลายคนพากันร้องขอให้ประหารครอบครัวของบรรดาแม่ทัพนายกองที่ยอมจำนนให้สิ้นซาก เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู
ทว่าเหล่าขุนศึกที่มีเซียวว่านโฉวเป็นผู้นำ และขุนนางบุ๋นบางส่วนที่มีถังซู่ เสนาบดีกระทรวงขุนนางเป็นผู้นำ ต่างคัดค้านอย่างดุเดือด
แม้เซียวว่านโฉวจะกล่าวเหตุผลต่อหน้าท้องพระโรงแล้วว่าไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ก็ยังมีคนมากมายถวายฎีกาขอให้ประหารครอบครัวของเหล่าแม่ทัพที่ยอมจำนน
ถึงขั้นมีคนฉวยโอกาสโจมตีเหล่าขุนศึกทั้งกลุ่ม ทั้งยังเสนอให้ราชสำนักกำหนดระเบียบการทหารใหม่ เพื่อเพิ่มการควบคุมแม่ทัพนายกองในกองทัพ
บางคนถึงกับเสนอให้ขุนนางบุ๋นไปควบคุมเหล่าขุนศึกในกองทัพโดยตรง
อวิ๋นลี่ถูกเสียงถกเถียงจนปวดหัวแทบระเบิดกลางท้องพระโรง
ขณะที่ทุกคนกำลังโต้เถียงกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ขันทีเหยียนหลี่ก็เร่งรุดมาข้างกายอวิ๋นลี่ กระซิบเสียงเบาอยู่สองสามคำ ก่อนยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้
เมื่อรู้ว่าเป็นจดหมายที่อวิ๋นเจิงส่งคนมามอบให้ อวิ๋นลี่ก็หน้าคล้ำลงตั้งแต่ยังไม่ได้เปิดอ่าน
ครั้นเห็นข้อความในจดหมาย ใบหน้าของเขาก็ยิ่งมืดทะมึน แทบฉีกจดหมายลายมืออวิ๋นเจิงเป็นชิ้นๆ ต่อหน้าท้องพระโรง
เซียวว่านโฉวคาดเดาไว้ไม่ผิดจริงๆ!
เจ้าสารเลวเหล่าลิ่วไม่เพียงข่มขู่ให้เขาส่งครอบครัวขององค์ชายสี่ทั้งหมดไปยังฟู่โจว ยังกล่าวคำกร้าวไว้อีกว่า หากกล้าสังหารครอบครัวของแม่ทัพที่ยอมจำนน เหนือแม่น้ำฉีเจียงจะไม่มีราชสำนักอีกต่อไป!
ถ้อยคำเพียงแปดคำกลับประหนึ่งกระบองใหญ่ฟาดลงกลางศีรษะ
เหนือแม่น้ำฉีเจียงจะไม่มีราชสำนักอีกต่อไป!
