ผ่านไปเพียงวันกว่า ๆ กองทหารม้าที่อวิ๋นเจิงนำมาก็มาประชิดเมืองลู่อี้ฝู่แล้ว
กล่าวตามตรง อวิ๋นเจิงนับถือความสามารถในการหดหัวหลบอยู่ในกระดองของกองทัพศัตรูอยู่ไม่น้อย
จากโหลวชงมาถึงเมืองลู่อี้ฝู่ ใช่ว่าจะไม่มีพื้นที่ซึ่งมีชัยภูมิอันตราย
แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ กองทัพศัตรูกลับไม่คิดส่งคนมาสกัดพวกเขาแม้แต่น้อย เอาแต่หดหัวอยู่ในเมืองลู่อี้ฝู่
ความสามารถในการหดหัวหลบเช่นนี้ ชวนให้ผู้คนต้องนับถือจริง ๆ
แน่นอนว่านี่ก็เป็นความโง่เขลาอย่างหนึ่งเช่นกัน
ไม่ว่าอย่างไร ก็ควรส่งกำลังบางส่วนมาสกัด ชะลอความเร็วในการรุกคืบของพวกเขา และหยั่งเชิงดูความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายบ้าง
ผลคือกองทัพศัตรูไม่คิดสกัดกั้นแม้แต่น้อย ได้แต่เฝ้ามองพวกเขาบุกทะลวงเข้ามาอย่างรวดเร็ว จนมาประชิดเชิงกำแพงเมืองลู่อี้ฝู่
อวิ๋นเจิงควบม้ามายังแนวหน้า ใช้กล้องส่องทางไกลสังเกตเมืองลู่อี้ฝู่ซึ่งอยู่ไม่ไกล
รอบเมืองลู่อี้ฝู่แม้ไม่มีภูมิประเทศสูงชันอันตราย ทว่ามีกำแพงเมืองสูงใหญ่ อีกทั้งยังมีคูเมืองล้อมรอบครบถ้วน ตรงประตูเมืองยื่นออกมาด้านนอกเป็นส่วนหนึ่ง มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นป้อมกำบังประตู
ตามมุมกำแพงและช่วงกลางกำแพงมีหอเกาทัณฑ์ที่ก่อขึ้นจากกองหินอยู่หลายแห่ง
เมื่อมองผ่านกล้องส่องทางไกล ยังเห็นเครื่องป้องกันเมืองบนกำแพงได้อีกด้วย
นี่คือเมืองที่มีแบบแผนการป้องกันอย่างมาตรฐาน เพียงแต่เล็กกว่าเมืองมาตรฐานของต้าเฉียนอยู่บ้าง
“เสิ่นควน สั่งผางจิ้นจิ่วให้นำกำลังพลจำนวนมากไปตะโกนเรียกข้าศึก!”
อวิ๋นเจิงสั่งเสิ่นควน ก่อนส่งกล้องส่องทางไกลให้เจียเหยา
เจียเหยารับกล้องส่องทางไกลไปส่องอยู่ครู่หนึ่ง แล้วอดส่ายหน้าพลางยิ้มไม่ได้ “การบุกตีตรง ๆ คงไม่ง่ายจริง ๆ ต่อให้ระเบิดประตูเมืองหรือกำแพงเมืองได้ ก็ยังตีได้ยากอยู่ดี”
เพียงคูเมืองสายนี้ก็ข้ามไปได้ไม่ง่ายแล้ว
“ใช่แล้ว”
อวิ๋นเจิงพยักหน้า “เพราะฉะนั้น ดินระเบิดก็ไม่ได้แก้ปัญหาได้ทุกอย่างหรอก แน่นอน หากข้าสร้างปืนใหญ่พวกนั้นขึ้นมาได้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
