ถึงอย่างไรก็ไม่กล้าหยิบอาวุธขึ้นมา
เขารู้ดีว่าตนไม่ใช่คู่มือของเจียเหยา
เมื่อเห็นเจียเหยาเดือดดาลถึงขีดสุด เย่เจินก็ค่อย ๆ คุกเข่าหมอบลงตรงหน้านาง แสดงความสวามิภักดิ์ด้วยพิธีการสูงสุด
เพียะ!
เพียะ!
เจียเหยาหวดแส้ม้าลงบนร่างเย่เจินติดกันหลายครั้ง แต่ละครั้งหนักหน่วงยิ่งกว่าครั้งก่อน
เย่เจินทำได้เพียงกัดฟันแน่น ไม่ยอมส่งเสียงร้องออกมา
หลังจากฟาดเย่เจินอย่างเดือดดาลไปหลายที เจียเหยาจึงเอ่ยถามเสียงเย็นเยียบ “ฮู่หลี่ต๋าบอกว่า เผ่าของเจ้ารุกรานทุ่งหญ้าของพวกเขา ทั้งยังสังหารเด็กคนหนึ่ง เรื่องนี้จริงหรือไม่?”
“องค์หญิง เรื่องนี้เป็นเพียงความเข้าใจผิดพ่ะย่ะค่ะ”
เย่เจินค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น รีบอธิบายว่า “พวกเราไม่ได้คิดจะยึดทุ่งหญ้าของเผ่าล่ายี่เอ๋อร์ เพียงเผลอข้ามเขตแดนไปเท่านั้น...”
ส่วนเรื่องสังหารเด็กคนนั้น เย่เจินไม่ยอมรับโดยสิ้นเชิง
ต้นเหตุของเรื่องคือพวกเขาข้ามเขตแดนไปโดยไม่ตั้งใจ จนเกิดปากเสียงกับคนของเผ่าล่ายี่เอ๋อร์ ก่อนจะลุกลามเป็นการปะทะกัน
แม้เด็กคนนั้นจะยังอายุน้อย แต่ก็วิ่งเข้าไปช่วยด้วย
ท่ามกลางความชุลมุน ไม่รู้ว่าใครผลักเด็กคนนั้นจนล้ม ศีรษะพลันกระแทกก้อนหินนูนก้อนหนึ่ง สิ้นใจอยู่ตรงนั้น
ตอนนั้นสถานการณ์วุ่นวายยิ่ง ไม่มีใครรู้ว่าผู้ใดเป็นคนผลักเด็กคนนั้น
หลังเกิดเรื่อง เย่เจินเดินทางไปเจรจากับฮู่หลี่ต๋าด้วยตนเอง ทั้งยังยินดีมอบแม่ม้าสองตัวเพื่อแสดงความขอขมา
แต่ฮู่หลี่ต๋าไม่รับม้า ยืนกรานให้พวกเขาส่งตัวคนร้ายที่สังหารเด็กคนนั้นออกมา
