เจียเหยาโกรธเกรี้ยวยิ่งนัก
ในใจยังเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอันไร้ที่สิ้นสุด
นางพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาเป่ยหวนเอาไว้ และปกป้องราษฎรของเป่ยหวนมาโดยตลอด
แต่ต่อให้นางพยายามสักเพียงใด หากผู้นำเผ่าเหล่านี้มองไม่เห็นวิกฤต แล้วจะมีประโยชน์อันใด?
ทันใดนั้น นางก็รู้สึกอยากร่ำไห้ขึ้นมา
นางเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ทำทุกสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร!
เมื่อเผชิญกับสายตาเดือดดาลราวกับมีไฟพวยพุ่งของเจียเหยา ฮู่หลี่ต๋ากลับมีสีหน้าไม่ยอมจำนน “องค์หญิง เรื่องนี้มิใช่ความผิดของเผ่าข้าน้อย แต่เป็นเผ่าถูเลี่ยที่รังแกกันเกินไป! ทุ่งหญ้าทางตะวันออกเป็นของเผ่าข้าน้อยมาแต่ไหนแต่ไร คนของเผ่าถูเลี่ย...”
“ข้าไม่สนว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด!”
เจียเหยาตัดบทฮู่หลี่ต๋าด้วยความโกรธ “ไม่ว่าเพราะเหตุใด ก็หาใช่เหตุผลให้พวกเจ้าทำเช่นนี้ได้! เผ่าของเจ้าอยู่ห่างจากราชสำนักเป่ยหวนเพียงร้อยลี้ เผ่าถูเลี่ยรังแกพวกเจ้าเกินไป เหตุใดไม่มาหาข้า? ใครให้ความกล้าพวกเจ้าก่อศึกระหว่างสองเผ่า?”
ไม่ว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด ทั้งสองเผ่าก็ไม่อาจเปิดศึกกันโดยตรง
คนของทั้งสองเผ่าแทบไม่มีเกราะ หากเปิดศึกกันตรง ๆ ก็ไม่ต่างจากการต่อสู้โดยเปลือยอก
หากรบกันสักครา เกรงว่าคนของทั้งสองเผ่าคงตายไปครึ่งหนึ่ง!
“พวกข้าทนกล้ำกลืนความแค้นนี้ไม่ไหว!”
ฮู่หลี่ต๋ายังคงมีสีหน้าไม่ยอมจำนน “ก่อนหน้านี้เมื่อต้าเฉียนยกทัพมา คนของเผ่าถูเลี่ยสูญเสียปศุสัตว์ จึงหนีมาพึ่งพวกข้า พวกข้ายังฆ่าปศุสัตว์ของตนเพื่อต้อนรับคนของเผ่าถูเลี่ย บัดนี้พวกเขากลับจะยึดทุ่งหญ้าของพวกข้า ทั้งยังสังหารเด็ก ๆ ของพวกข้า หากพวกข้าไม่สั่งสอนพวกเขาให้หลาบจำ แล้วจะยืนหยัดอยู่บนทุ่งหญ้าได้อย่างไร?”
