ระหว่างรับประทานอาหาร อวิ๋นเจิงเอ่ยถามอู๋เต้าอีกครั้งว่าเหตุใดจึงเลือกย้ายมาอยู่แถวจวีผิง
อู๋เต้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกเหตุผลออกมา
กล่าวไปแล้ว เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับราชสำนักด้วย
หลังจางหวยถึงแก่กรรม ราชสำนักส่งคนมาหาเขา หมายเรียกตัวเข้ารับราชการ
ราชสำนักส่งเทียบเชิญไปถึงสามครั้ง แต่อู๋เต้าล้วนปฏิเสธ
เหตุผลที่อู๋เต้าปฏิเสธนั้นเรียบง่ายนัก เขาเป็นคนอารมณ์ร้อน ไม่อาจปรับตัวเข้ากับการชิงดีชิงเด่นและเล่ห์เหลี่ยมในราชสำนักได้
หลังอู๋เต้าปฏิเสธราชสำนักเป็นครั้งที่สาม เขาก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าทางราชสำนักเริ่มหมดความอดทน
อู๋เต้ากังวลว่าครอบครัวจะพลอยเดือดร้อน จึงเริ่มครุ่นคิดว่าจะหาสถานที่สักแห่งหลบเร้นจากโลกหรือไม่
ประจวบกับเวลานั้น สหายเก่าของเขาที่อยู่จวีผิงมาเยี่ยมเยียน
เมื่อทราบสถานการณ์ของเขา สหายเก่าผู้นั้นก็เกลี้ยกล่อมให้ย้ายมาอยู่จวีผิง ประกอบกับน้องสาวและน้องเขยของอู๋เต้าต่างอยู่มู่โจว ซึ่งจวีผิงก็อยู่ไม่ไกลจากมู่โจวนัก หลังลังเลอยู่หลายครั้ง อู๋เต้าจึงตัดสินใจย้ายครอบครัวทั้งหมดมายังจวีผิง
เขาไม่อยากให้ผู้ใดมารบกวน จึงขอให้สหายเก่าช่วยปิดบังข่าวที่เขาย้ายมาอยู่จวีผิง
หลังย้ายมาอยู่ที่นี่ เขาก็ไม่ได้ติดต่อกับบรรดาศิษย์เก่า วันคืนมีแต่ตั้งใจค้นคว้าตำรา ใช้ชีวิตกึ่งเร้นกาย นับว่าอิสระสบายใจไม่น้อย
“ชีวิตของผู้อาวุโสอู๋ช่างสุขสำราญเสียจริง”
อวิ๋นเจิงหัวเราะอย่างจนใจ “ผู้อาวุโสอู๋คงคิดจะใช้ชีวิตอย่างไม่แก่งแย่งกับผู้ใดอยู่ที่นี่ไปตลอดกระมัง?”
“ก็ประมาณนั้น!”
อู๋เต้ายิ้ม “ผู้เฒ่าความรู้ตื้นเขิน ทั้งบุ๋นก็ไม่อาจปกครองแผ่นดินให้สงบ ทั้งบู๊ก็ไม่อาจทำให้บ้านเมืองมั่นคง มีเพียงอยู่บ้านตั้งใจค้นคว้าตำรา หากวันหน้าละสังขารไปแล้วมีหนังสือสักหนึ่งหรือสองเล่มสืบทอดถึงคนรุ่นหลัง ชาตินี้ผู้เฒ่าก็ไร้สิ่งใดให้เสียดายแล้ว!”
