วันรุ่งขึ้น ฮ่องเต้เหวินซึ่งเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาตลอดทางจึงตื่นสายกว่าปกติเล็กน้อย
หลังเสวยอาหารเช้าอย่างง่าย ๆ แล้ว ฮ่องเต้เหวินก็ให้ทุกคนพาพระองค์เที่ยวชมเล่ออัน
ฮ่องเต้เหวินไม่ได้เปิดเผยฐานะ ทั้งยังไม่ได้พาคนติดตามมามากนัก และยังปลอมตัวอย่างง่าย ๆ เพื่อมิให้เกิดเรื่องยุ่งยากโดยไม่จำเป็น
เมื่อเที่ยวชมรอบหนึ่งแล้ว ฮ่องเต้เหวินก็พึงพอใจอย่างยิ่ง
ระหว่างเดินไปตามถนนในเมือง ฮ่องเต้เหวินก็ย่อตัวลงมองดูอีกครั้ง
“นี่คือสิ่งใด?”
ฮ่องเต้เหวินชี้ไปยังปูนที่ยึดก้อนอิฐสองก้อนเข้าด้วยกันแล้วตรัสถาม
“นี่คือปูนขอรับ”
อวิ๋นเจิงอธิบายว่า “สรรพคุณคล้ายกาวข้าวเหนียว แต่ความแข็งแรงสูงกว่ากาวข้าวเหนียวเล็กน้อย อีกทั้งยังหาได้ง่ายกว่า ไม่สิ้นเปลืองเสบียง เพียงแต่ผลิตได้ไม่มากนัก”
“ของสิ่งนี้ไม่เลวเลย!”
ฮ่องเต้เหวินค่อย ๆ ลุกขึ้น “ต่อไปเจ้าคิดจะขายปูนนี้เข้าไปในด่านในหรือ?”
“เกรงว่าจะยากขอรับ”
อวิ๋นเจิงส่ายหน้า “ซั่วเป่ยเองยังขาดแคลนอย่างยิ่ง จะมีปูนเหลือขายเข้าไปในด่านในได้อย่างไร? อีกทั้งของสิ่งนี้ส่วนใหญ่ใช้ในราชสำนัก ชาวบ้านทั่วไปไม่มีความจำเป็นต้องใช้”
“แล้วมันเทศดินเล่า?”
ฮ่องเต้เหวินทอดพระเนตรอวิ๋นเจิงด้วยรอยยิ้ม “เราได้ยินมาว่ามันเทศดินในซั่วเป่ยให้ผลผลิตถึง 1,500 ชั่งต่อหมู่ หากนำเข้าไปปลูกในด่านใน เกรงว่าผลผลิตจะยิ่งสูงกว่านี้กระมัง?”
เอาเถิด!
รู้อยู่แล้วว่าตาเฒ่าผู้นี้ต้องพูดถึงเรื่องนี้แน่
ทว่าเดิมทีอวิ๋นเจิงก็ไม่ได้คิดจะเก็บมันเทศดินไว้แต่ในซั่วเป่ยตลอดไป
ไม่ช้าก็เร็วมันเทศดินต้องแพร่พันธุ์ไปทั่วต้าเฉียน
อวิ๋นเจิงยิ้ม “เรื่องมันเทศดิน เสด็จพ่อไม่ต้องทรงกังวล ลูกคุยกับพี่สามเองดีกว่า!”
คุยกับเจ้าสามหรือ?
รอยยิ้มวูบหนึ่งปรากฏบนพระพักตร์ฮ่องเต้เหวิน
เจ้าลูกอกตัญญูผู้นี้คิดจะเล่นงานเจ้าสามอีกแล้วใช่หรือไม่?
