เมื่อปันปู้คุกเข่าลง คนอื่น ๆ ในคณะทูตเป่ยหวนก็พากันคุกเข่าตาม
แม้พวกเขาจะไม่เต็มใจเพียงใด ยามนี้ก็จำต้องคุกเข่า
หากบิดพลิ้วในยามนี้ เรื่องขอเสบียงอาหารก็ไม่ต้องเอ่ยถึงอีก
เมื่อเห็นชาวเป่ยหวนคุกเข่ากันเต็มพื้น ฮ่องเต้เหวินก็ยินดีจนเก็บอาการไม่อยู่
ห้าปีแล้ว!
ในที่สุด มหาอาจารย์แห่งเป่ยหวนผู้เกือบจับกุมพระองค์เมื่อห้าปีก่อน ก็ยังต้องคุกเข่าอยู่เบื้องพระพักตร์!
เช่นนี้ก็นับว่าระบายโทสะที่อัดอั้นมาตลอดห้าปีได้แล้ว!
ที่สำคัญคือได้แผ่นดินที่เสียไปกลับคืนมา!
แม้พระองค์สิ้นพระชนม์ไป ก็ยังมีหน้าไปพบเหล่าบรรพชน!
ในบันทึกประวัติศาสตร์ของคนรุ่นหลัง จะไม่มีผู้ใดกล่าวหาพระองค์ว่าเป็นฮ่องเต้ผู้ทำแผ่นดินสูญเสียอีก!
ฮ่องเต้เหวินทรงตื่นเต้นยินดี จงใจปล่อยให้เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ยกพระหัตถ์ขึ้นตรัสว่า “ท่านทูตทั้งหลาย ลุกขึ้นเถิด! ใครอยู่ตรงนี้ ประทานที่นั่ง!”
“ขอบพระทัยฮ่องเต้ต้าเฉียน!”
ชาวเป่ยหวนทยอยลุกขึ้น สีหน้าของแต่ละคนล้วนดูไม่สู้ดี
ปันปู้ยิ่งถลึงตามองอวิ๋นเจิงด้วยแววตาดุร้าย
อวิ๋นเจิงเบ้ปาก ลอบด่าในใจว่าไอ้สุนัขแก่
สักวันข้าจะกำจัดพวกเป่ยหวนให้สิ้น!
คอยดูเถิดว่ายังจะกล้าข่มขู่ข้าอีกหรือไม่!
เมื่อคณะทูตเป่ยหวนทยอยเข้าประจำที่ ฮ่องเต้เหวินผู้ทรงสำราญพระทัยก็รับสั่งให้จัดสุราอาหารขึ้นโต๊ะทันที
เพราะมีเรื่องน่ายินดีในวันนี้ บรรยากาศในงานเลี้ยงจึงต่างไปจากเดิม
ชาวเป่ยหวนแต่ละคนต่างมีสีหน้าหม่นหมอง ส่วนคนต้าเฉียนกลับยินดีเป็นล้นพ้น
แม้แต่คนบางส่วนที่อยู่ฝ่ายองค์ชายสามก็พลอยยินดีไปด้วย
ดินแดนที่ถูกแบ่งให้ผู้อื่นได้กลับคืนมา ผู้ใดมิใช่คนขายชาติย่อมสมควรยินดี
เมื่อผ่านไปครึ่งงานเลี้ยง ผู้คนไม่น้อยต่างเข้ามาคารวะสุราอวิ๋นเจิง โดยเฉพาะพวกที่สนับสนุนการทำศึก
ไม่ว่าเมื่อก่อนอวิ๋นเจิงจะไร้ความสามารถเพียงใด แต่วันนี้เขาคือวีรบุรุษของต้าเฉียนอย่างแท้จริง!
