หลังมื้อค่ำ ฮ่องเต้เหวินจงใจเรียกฮองเฮาสวีมาเดินเล่นเป็นเพื่อน
ปีนี้พระวรกายของฮ่องเต้เหวินดีขึ้นไม่น้อย แต่ฮองเฮาสวีก็ยังคงประคองพระองค์ตามความเคยชิน
ฮ่องเต้เหวินสนทนากับฮองเฮาสวีเป็นครั้งคราว ทว่ากลับมีสีหน้าหนักใจ
“ฝ่าบาททรงมีเรื่องกังวลพระทัยหรือเพคะ?”
ฮองเฮาสวีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เฮ้อ...”
ฮ่องเต้เหวินถอนพระทัยเบา ๆ แต่ไม่ได้ตรัสอะไรต่อ
ฮองเฮาสวียิ้มอย่างอ่อนโยน “หากฝ่าบาททรงมีเรื่องใดกังวลพระทัย ก็ตรัสกับหม่อมฉันได้นะเพคะ อย่าทรงเก็บไว้ในพระทัยเพียงลำพัง”
“ช่างเถิด!”
ฮ่องเต้เหวินส่ายพระพักตร์เบา ๆ พลางตบมือฮองเฮาสวี “เจ้าอยู่เป็นเพื่อนเราเดินเล่นให้สบายใจก็พอ...”
ยิ่งฮ่องเต้เหวินไม่ตรัส ฮองเฮาสวีก็ยิ่งอยากรู้
นางอยากรู้ให้แน่ชัดว่าฮ่องเต้เหวินกำลังกังวลเรื่องใด หากมีความเป็นไปได้ว่าจะส่งผลร้ายต่อพวกเขา ก็ต้องเตรียมการแต่เนิ่น ๆ
“ฝ่าบาทตรัสกับหม่อมฉันเถิดเพคะ”
ฮองเฮาสวีเอ่ยอย่างเป็นห่วง “หม่อมฉันไร้ความสามารถ ไม่อาจช่วยแบ่งเบาพระทัยฝ่าบาทได้ แต่ยินดีรับฟังสิ่งที่ฝ่าบาททรงระบาย เรื่องบางเรื่องพอพูดออกมาแล้ว พระทัยอาจจะสบายขึ้น...”
ฮ่องเต้เหวินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตรัสเสียงแผ่ว
“ยามบ่ายตอนเรางีบหลับ เราฝันถึงฮ่องเต้องค์ก่อน พระองค์ทรงตำหนิว่าเราไร้ความสามารถ ทำให้ต้าเฉียนตกอยู่ในสภาพเช่นทุกวันนี้...”
ฮ่องเต้เหวินตรัสพลางถอนพระทัย
“ที่แท้ฝ่าบาททรงกังวลเรื่องนี้นี่เองเพคะ!”
ฮองเฮาสวีพลันเข้าใจ ก่อนปลอบว่า “ความฝันมักตรงกันข้ามกับความจริงเพคะ ฮ่องเต้องค์ก่อนทรงตำหนิฝ่าบาทในความฝัน แท้จริงแล้วก็คือทรงชื่นชมฝ่าบาทต่างหาก!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่ซุ่นก็พยักหน้าตามติด ๆ
“พอเถิด เจ้าไม่ต้องปลอบเราแล้ว”
ฮ่องเต้เหวินโบกพระหัตถ์ “เราทำให้ต้าเฉียนกลายเป็นเช่นนี้ ยังมีสิ่งใดน่าชื่นชมอีก? หากฮ่องเต้องค์ก่อนยังอยู่ เกรงว่าคงไม่ยอมให้เราเข้าไปอยู่ในศาลบรรพชนหลวงในภายหน้า...”
