เมื่ออวิ๋นลี่มาถึง ฮ่องเต้เหวินก็ส่งสัญญาณให้ฮองเฮาสวีและมู่ซุ่นถอยออกไป
“นั่งลง!”
ฮ่องเต้เหวินชี้ไปยังที่นั่ง พลางบอกให้อวิ๋นลี่นั่งลง
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ”
อวิ๋นลี่นั่งลงอย่างกระสับกระส่าย ราวกับนั่งบนกองไฟ
“เจ้าคิดว่า เรามีคุณสมบัติพอจะประกอบพิธีเฟิงซ้านหรือไม่?”
ฮ่องเต้เหวินตรัสเข้าเรื่องทันที “เจ้าไม่ต้องกังวล พูดตามความจริงก็พอ ไม่ว่าเจ้าจะพูดสิ่งใด เราก็ไม่เอาผิด”
อวิ๋นลี่ลอบร้องทุกข์อยู่ในใจ
ต่อให้ฮ่องเต้เหวินไม่มีคุณสมบัติไปประกอบพิธีเฟิงซ้าน เขาก็พูดออกมาไม่ได้!
ยิ่งไปกว่านั้น ตราบใดที่เหล่าลิ่วยังไม่ได้ตั้งตนเป็นอิสระ ผืนดินที่เขายึดมาได้ก็ยังเป็นของต้าเฉียน
เมื่อพิจารณาจากอาณาเขตของต้าเฉียนในยามนี้ ฮ่องเต้เหวินย่อมมีคุณสมบัติประกอบพิธีเฟิงซ้านจริง
อวิ๋นลี่ฝืนใจกล่าวว่า “เสด็จพ่อทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งด้านการปกครองและการทหาร เหนือกว่าฮ่องเต้ทุกราชวงศ์ที่ผ่านมา ย่อมมีคุณสมบัติประกอบพิธีเฟิงซ้านพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมเป็นห่วงพระวรกายของเสด็จพ่อ...”
“เรื่องนั้นไม่สำคัญ”
ฮ่องเต้เหวินแย้มพระสรวลอย่างไม่ใส่พระทัย “ร่างกายแข็งแรงก็มีวิธีไปแบบคนแข็งแรง ร่างกายอ่อนแอก็มีวิธีไปแบบคนอ่อนแอ ต่างกันเพียงระยะเวลาเท่านั้น ยามนี้มีเจ้าดูแลราชกิจ เราก็วางใจ”
เป็นเช่นนั้นจริงด้วย!
อวิ๋นลี่ทุกข์ใจจนแทบร้องไห้ แล้วลอบด่าฮองเฮาสวีในใจว่าไร้ความสามารถ ทำเรื่องไม่สำเร็จสักอย่าง
เสด็จพ่อกล่าวถึงเพียงนี้แล้ว เขายังจะพูดอะไรได้อีก?
เขามั่นใจว่า หากข่าวเรื่องที่เสด็จพ่อคิดจะประกอบพิธีเฟิงซ้านแพร่ออกไป ขุนนางในราชสำนักที่กระเหี้ยนกระหือรือจะประจบสอพลอย่อมพากันยุยงให้เสด็จพ่อเสด็จไปประกอบพิธีที่ภูเขาจี้ซาน
“เรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็ก ขอเสด็จพ่อโปรดพิจารณาอย่างรอบคอบ”
