รุ่งเช้าวันถัดมา อวิ๋นเจิงกินอาหารรองท้องเล็กน้อย ก่อนเตรียมออกเดินทาง
ขณะกำลังจะออกเดินทาง เย่จื่อก็ถือเสื้อคลุมขนสัตว์สีขาวราวหิมะเดินออกมา แล้วยื่นให้เสิ่นลั่วเยี่ยน “เอาไปให้ท่านอ๋องสวมเถิด อากาศหนาวถึงเพียงนี้ เขายังจะมุ่งหน้าไปทางซู่ฉวีอีก อย่าให้เป็นหวัดขึ้นมาอีกเล่า”
ได้ยินคำพูดของเย่จื่อ อวิ๋นเจิงก็หันไปมองเสิ่นลั่วเยี่ยนด้วยสีหน้าหม่นคล้ำ
สตรีผู้นี้ช่างปากโป้งนัก!
ทั้งที่เขากำชับนางเป็นพิเศษแล้วว่าอย่าบอกเรื่องนี้แก่เย่จื่อและคนอื่น ๆ แต่กลับหันไปบอกเสียได้
เสิ่นลั่วเยี่ยนสบเข้ากับสายตาของอวิ๋นเจิง ก็อดรู้สึกกระดากใจไม่ได้ ทว่าปากยังไม่ยอมอ่อนข้อ “มองอะไร? ท่านก็ไม่ได้ไปลักขโมยหรือปล้นชิง มีเรื่องใดพูดไม่ได้กัน?”
นางเองก็เผลอหลุดปากไปเท่านั้น
ที่สำคัญคือนางไม่เคยระแวงเย่จื่อเลยสักนิด เวลาพูดคุยกับเย่จื่อก็ไม่จำเป็นต้องระมัดระวัง ปากไวพูดสิ่งใดออกไปก็มักไม่ทันคิด
คราวนี้จึงเผลอหลุดปากไป
“ใช่ ๆ พระชายาพูดถูกทุกประการ”
อวิ๋นเจิงยิ้มอย่างจนใจ ก่อนกางแขนออก “พระชายา รีบสวมให้เปิ่นหวังเถิด”
เสิ่นลั่วเยี่ยนกลอกตาใส่เขา แล้วถือเสื้อคลุมขนสัตว์เดินเข้าไปช่วยสวมให้
เสื้อคลุมตัวนี้เป็นตัวที่เย่จื่อให้คนตัดเย็บตามความต้องการของอวิ๋นเจิง
สีขาวโพลนทั้งตัว ทั้งยังมีหมวกคลุมศีรษะ
อวิ๋นเจิงแยกไม่ออกว่าทำจากหนังสัตว์ชนิดใด ดูท่าคงเป็นหนังตัวมิงค์กระมัง!
อวิ๋นเจิงขยับตัวไปมา อืม สวมได้พอดีทีเดียว
