หลายวันต่อมา
อวิ๋นเจิงพาคนกลุ่มหนึ่งขึ้นไปยังที่สูงบริเวณใกล้เคียง
เมื่อมองผ่านกล้องส่องทางไกล ก็เห็นกองทัพแนวหน้าของศัตรูได้อย่างชัดเจนแล้ว
ภูมิประเทศของทุ่งราบซัวเล่อเปิดโล่งกว้าง เหมาะแก่การวางกำลังทหารจำนวนมาก
เบื้องหน้าคือกองทหารม้าของศัตรูที่เรียงรายดำทะมึนเต็มพื้นที่
ฉิวฉือกับแคว้นต้าเยวี่ยมีกองทหารม้ารวมกันสี่หมื่นนาย ทั้งยังมีกองทหารราบอีกจำนวนมาก
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูมากมายเช่นนี้ อวิ๋นเจิงย่อมรู้สึกกดดันอยู่บ้าง
ถึงอย่างไร กำแพงเมืองที่พวกเขาสร้างขึ้น แม้จะสามารถสกัดการโจมตีของศัตรูได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่อาจใช้เป็นป้อมปราการสำหรับตั้งรับอย่างแท้จริง
หากต้องการเอาชนะศัตรู สุดท้ายก็ยังต้องยกทัพออกไปโจมตี
อวิ๋นเจิงวางกล้องส่องทางไกลลง แล้วถามถงกังว่า “เสบียงแห้งทำได้เท่าไรแล้ว?”
ถงกังตอบว่า “พอสำหรับคนสองหมื่นกินได้สิบวันพ่ะย่ะค่ะ”
ไม่เลว!
หากเป็นคนหนึ่งหมื่น ก็พอกินได้ยี่สิบวัน
การเดินทัพไกลย่อมกินมากกว่าปกติ ถึงอย่างไรก็น่าจะพอให้คนหนึ่งหมื่นกินได้ครึ่งเดือน
เตรียมไว้ก่อนเถิด!
หากเป็นไปได้ ก็ยังต้องส่งกองทหารม้าฝีมือดีบุกเข้าไปยังแนวหลังของศัตรู
ขอเพียงมีกองทหารม้าฝีมือดีหนึ่งหมื่นนายบุกออกจากทุ่งราบซัวเล่อ เข้าโจมตีแนวหลังของศัตรู พวกมันย่อมแตกตื่นอลหม่านแน่
“ให้คนทำเสบียงแห้งต่อไป”
อวิ๋นเจิงสั่ง ก่อนกล่าวต่อว่า “ส่งคนไปทางแม่ทัพตู๋กูด้วย สอบถามสถานการณ์ทางฝั่งพวกเขา!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ถงกังรับคำสั่งแล้วจากไปทันที
เวลานี้อวิ๋นเจิงหันไปมองฟู่เทียนเหยี่ยนกับฮั่วกู้ “ศึกแรกของพวกเรา ต้องดูผลงานของพวกเจ้าแล้ว! ข้าจะกล่าวอีกครั้ง หากไม่มีคำสั่ง ห้ามผู้ใดถอยทัพ!”
“แม่ทัพผู้น้อยจดจำไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน
ฟู่เทียนเหยี่ยนกล่าวอย่างฮึกเหิมว่า “องค์ชายโปรดวางพระทัย ทหารสังกัดของพวกเราล้วนยิงธนูแม่นยำนัก ขอเพียงศัตรูกล้าบุกเข้ามาตรง ๆ พวกเราจะทำให้พวกมันได้ลิ้มรสความเก่งกาจของพวกเรา!”
