หลังจากกองทัพพันธมิตรฉิวฉือและแคว้นต้าเยวี่ยมาถึงตำแหน่งที่กำหนดไว้ ก็ยังมิได้เปิดฉากโจมตีในทันที
อวิ๋นเจิงคาดเดาว่า พวกเขาไม่กำลังพักฟื้นกำลัง ก็ต้องกำลังปรับแผนการบุกให้รัดกุมยิ่งขึ้น
หรือไม่ก็อาจคิดล่อพวกเขาให้ออกจากที่นี่ เพื่อล่อลวงให้เป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตี
ทว่าอวิ๋นเจิงไม่มีทางเป็นฝ่ายบุกก่อนในยามนี้
ถึงแม้กองทัพศัตรูจะเดินทางไกลมาและยังตั้งหลักไม่มั่นคง เขาก็ไม่อาจบุกโจมตีในตอนนี้ได้
มิฉะนั้น กำแพงเมืองที่พวกเขาสร้างขึ้นเป็นช่วง ๆ ก็ไร้ความหมาย
อย่างไรก็ตาม อวิ๋นเจิงมิได้นั่งรอให้กองทัพศัตรูเปิดฉากโจมตีอยู่เฉย ๆ เขาสังเกตกระบวนทัพของอีกฝ่าย พร้อมขบคิดหาวิธีทำลายกองทัพศัตรูจากแนวหน้า
ที่จริงแล้ว สิ่งเดียวที่ทำให้เขาหวั่นเกรงที่สุดก็คือกองทหารม้าหลายหมื่นนาย
ขอเพียงกำจัดทหารม้าของศัตรูได้ ทหารม้าของพวกเขาก็จะฝ่าแนวป้องกันของอีกฝ่าย บุกเข้าไปยังแนวหลังได้อย่างง่ายดาย
แต่ยามนี้เห็นได้ชัดว่าศัตรูคงไม่ใช้ทหารม้าเป็นกองหน้า
เรื่องนี้ก็สมเหตุสมผลอยู่
ใครมันจะใช้ทหารม้าเป็นกองหน้าในการล้อมเมืองกันเล่า!
“น้องชาย เหตุใดกองทัพศัตรูยังไม่บุกมาอีก?”
ฉินชีหู่ยืนอยู่บนที่สูงเคียงข้างอวิ๋นเจิง คอยสังเกตการจัดวางกำลังของศัตรู ใจร้อนราวกับมีแมวข่วน
“ใครจะรู้เล่า?”
อวิ๋นเจิงยักไหล่ “อย่าเพิ่งร้อนใจ ศัตรูย่อมกระวนกระวายยิ่งกว่าพวกเราเสียอีก วางใจเถิด ศัตรูตั้งมากมายอยู่ตรงหน้า ยังกลัวว่าจะไม่มีโอกาสให้เจ้าออกรบหรือ?”
“ข้าแค่กลัวว่าศัตรูจะใช้กลอุบายต่างหาก”
