หลายวันต่อมา อวิ๋นเจิงยังคงพำนักอยู่ที่ติ้งเป่ย
นอกจากจะอยู่เป็นเพื่อนเหล่าสตรีของตนแล้ว เขายังจัดการเรื่องต่าง ๆ ไว้มากมาย
ไม่ว่าศึกเบื้องหน้าจะเป็นเช่นไร เบื้องหลังต้องไม่เกิดความวุ่นวายเด็ดขาด
หลังโยกย้ายจั่วเริ่นออกจากด่านเป่ยลู่ อวิ๋นเจิงยังส่งผู้ช่วยสองคนไปให้เว่ยอวี๋
เมื่อกำลังพลประจำด่านเป่ยลู่ลดน้อยลง ก็ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวัง
ห้ามเปิดโอกาสให้ผู้ใดชิงด่านเป่ยลู่ไปได้เด็ดขาด
ระหว่างนั้น อวิ๋นเจิงยังสั่งให้ช่างในโรงหลอมเร่งทำกล้องส่องทางไกลขึ้นมาหลายอัน และส่งคนไปมอบให้ตู๋กูเช่อสามอัน
หลายวันต่อมา จั่วเริ่นนำทหารราบห้าพันนายเดินทัพอย่างเร่งรุดมาถึงติ้งเป่ย
เดิมทีพวกเขาก็ต้องเดินทางไปค่ายใหญ่ที่ภูเขาเยี่ยนหุยอยู่แล้ว
จึงแวะขนส่งเสบียงจากติ้งเป่ยไปด้วยได้ ช่วยบรรเทาภาระการขนส่งเสบียงของกองทัพอื่น
เมื่อจั่วเริ่นนำทัพมาถึง ทุกคนต่างรู้ว่า ถึงเวลาที่อวิ๋นเจิงจะจากไปแล้ว
ไม่มีการอำลาอย่างเอิกเกริก และไม่มีน้ำตาพร่ำเพรื่อ
อวิ๋นเจิงโอบกอดเสิ่นลั่วเยี่ยนกับเย่จื่อ ก่อนถอยไปยืนด้านข้าง แล้วประสานมือคารวะฮูหยินเสิ่นอย่างเคร่งขรึมเพื่ออำลา จากนั้นก็กระโดดขึ้นหลังม้าอย่างว่องไว นำทัพมุ่งหน้าไปยังกู้เปียน
ออกเดินทางได้ไม่นาน อวิ๋นเจิงก็สั่งให้คนไปตามจั่วเริ่นมา
ไม่นานนัก จั่วเริ่นก็รีบร้อนมาถึงข้างกายอวิ๋นเจิง
ใบหน้าของจั่วเริ่นเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นจนปิดไม่มิด หากไม่รู้คงนึกว่าเขากำลังจะไปคว้าความชอบในสนามรบเสียแล้ว!
“ทหารห้าพันนายนี้ขี่ม้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
อวิ๋นเจิงถามทันทีที่พบหน้า
“พอใช้ได้พ่ะย่ะค่ะ”
จั่วเริ่นหัวเราะแหะ ๆ “ปกติกระหม่อมก็ให้พวกเขาฝึกขี่ม้าอยู่บ้าง หากจะให้ขี่ม้ายิงธนูย่อมไม่ได้ แต่ขึ้นม้าฆ่าศัตรูยังพอไหวพ่ะย่ะค่ะ...”
