วันถัดมา การประชุมขุนนางในราชสำนัก
ฮ่องเต้เหวินเสด็จออกว่าราชการอีกครั้ง เพื่อรับการเข้าเฝ้าของคณะทูตซีฉวี
“ประกาศให้คณะทูตซีฉวีเข้าเฝ้า!”
เมื่อมู่ซุ่นขานเสียงดัง เหล่าทหารองครักษ์ในวังก็ขานรับคำของเขาต่อเป็นทอด ๆ
ไม่นานนัก คณะทูตซีฉวีซึ่งมีซู่จ้านเป็นผู้นำก็ค่อย ๆ เดินเข้ามา
ซู่จ้านเข้ามาในท้องพระโรง กวาดตามองไปรอบ ๆ แต่กลับไม่เห็นเงาของอวิ๋นเจิง
ซู่จ้านลอบฉงนอยู่ในใจ
อวิ๋นเจิงหมายความว่าอย่างไร?
คิดจะหลบหน้าเขาหรือ?
ไม่มีเหตุผลเลย!
เมื่อวานพวกเขายังดื่มสุราด้วยกันอยู่เลย!
อวิ๋นเจิงจำเป็นต้องหลบหน้าเขาด้วยหรือ?
ในเมื่อไม่มีความจำเป็น แล้วเหตุใดอวิ๋นเจิงจึงไม่ปรากฏตัวในท้องพระโรงของต้าเฉียน?
เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?
หรือจงใจทำเช่นนี้?
ชั่วพริบตา ความคิดนับไม่ถ้วนก็ผุดขึ้นในหัวของซู่จ้าน
เขาเคยเสียเปรียบอวิ๋นเจิงมาไม่น้อย
ยามนี้อวิ๋นเจิงยังครองอำนาจที่แท้จริงของต้าเฉียน ทุกการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายจึงล้วนต้องให้เขาคอยคาดเดา
ครู่หนึ่ง ซู่จ้านจึงฝืนข่มความคิดเหล่านั้นลง แล้วนำคณะทูตซีฉวีคุกเข่าคารวะ
“มหาเสนาบดีซีฉวี ซู่จ้าน นำคณะทูตซีฉู่มาถวายบังคมฝ่าบาท”
ซู่จ้านคำนับอย่างนอบน้อม คณะทูตที่เหลือก็ทำตามเช่นกัน
“ลุกขึ้นเถิด!”
ฮ่องเต้เหวินแย้มพระสรวล พลางยกพระหัตถ์ขึ้นเล็กน้อย ทว่าสายพระเนตรกลับจับจ้องกล่องที่คนด้านหลังซู่จ้านถืออยู่
กล่องใบนั้นไม่ใหญ่
ไม่รู้ว่าข้างในบรรจุสิ่งใดไว้
ยามนี้ต้าเฉียนแข็งแกร่ง ซีฉวีคงไม่ถวายของกำนัลที่ด้อยค่าเกินไปกระมัง?
ฮ่องเต้เหวินพลันนึกถึงเรื่องที่สนทนากับอวิ๋นเจิงเมื่อวาน
บุตรอกตัญญูผู้นี้ เอาแต่เสนอความคิดเหลวไหล
เรื่ององค์รัชทายาทพระนัดดา แม้แต่พระองค์ยังรู้สึกว่าเหตุผลฟังไม่ขึ้น
