เขาพอเข้าใจความหมายของอวี๋ซื่อจงแล้ว
เสด็จพ่อให้เขามาซั่วเป่ย ก็เพียงเพื่ออาศัยความเกลียดชังที่ปันปู้มีต่อเขา ล่อให้ปันปู้ยกทัพมาโจมตีซั่วฟางที่เขาประจำอยู่ในช่วงเหมันตฤดู เพื่อบั่นทอนกำลังของเป่ยหวน
การทำศึกในฤดูหนาว เป่ยหวนย่อมสิ้นเปลืองกำลังมหาศาล!
ส่วนพวกเขาก็เพียงตั้งรับอย่างมั่นคง คอยบั่นทอนกำลังของเป่ยหวนอย่างต่อเนื่อง
หากเป็นเช่นนี้ ครั้นถึงต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้าแล้วค่อยยกทัพโจมตีเป่ยหวน โอกาสชนะของต้าเฉียนก็จะเพิ่มขึ้นมาก
เขาก็เป็นเพียงเหยื่อล่อเช่นเดียวกับกองทัพอาภรณ์โลหิตในอดีต!
อย่างไรเสีย ราชครูของเป่ยหวนก็เกลียดชังเขาเข้ากระดูกดำ!
เมื่อเผชิญกับคำถามของอวิ๋นเจิง อวี๋ซื่อจงส่ายหน้ารัว ปฏิเสธเสียงแข็งว่า “ไม่มี ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ! ขอองค์ชายอย่าทรงคิดฟุ้งซ่าน กระหม่อมเพียงว่างจนเบื่อ จึงชวนองค์ชายสนทนาแก้เหงาเท่านั้น...”
แก้เหงาหรือ?
อวิ๋นเจิงลอบทอดถอนใจ
ยามนี้อวี๋ซื่อจงจู่ ๆ ก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา จะเป็นเพราะอยากแก้เหงาได้อย่างไร?
เพียงแต่เขาเป็นขุนนาง มีบางถ้อยคำไม่สะดวกจะกล่าวตรง ๆ จึงต้องอ้อมค้อมเช่นนี้
“เอาเถิด!”
อวิ๋นเจิงไม่คิดบีบคั้นเขา โบกมือกล่าวว่า “ท่านเดินทางมาทั้งวันแล้ว พักผ่อนแต่เนิ่น ๆ เถิด!”
“พ่ะย่ะค่ะ”
อวี๋ซื่อจงค่อย ๆ ถอยออกไป ก่อนเดินไปนอนลงข้างกองฟางตามลำพัง
อวิ๋นเจิงนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม พยายามครุ่นคิดอย่างหนัก
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน!
เขามักรู้สึกว่าฮ่องเต้เหวินดีกับเขาไม่น้อย
แม้จะไม่ถึงกับดีมาก แต่อย่างน้อยก็ยังนับว่ายุติธรรม
