หลายวันต่อมา อวิ๋นเจิงซึ่งอยู่ในกระโจมใหญ่ได้รับรายงานจากทหาร
มหาเสนาบดีซีเชียง ซู่จ้าน พาองครักษ์มาเพียงสี่คนเพื่อเจรจากับอวิ๋นเจิง บัดนี้กำลังรออยู่ด้านนอกค่ายใหญ่
“ซู่จ้านผู้นี้ นับว่ากล้าหาญไม่น้อย! ถึงกับกล้าพาคนมาเพียงไม่กี่คนเพื่อเจรจากับพวกเรา!”
เสิ่นลั่วเยี่ยนกล่าวชื่นชม
อวิ๋นเจิงหัวเราะเสียงดัง ก่อนตอบว่า “ที่สำคัญคือชื่อเสียงของเปิ่นหวังดีงาม เปิ่นหวังไม่เคยสังหารทูตมาโดยตลอด!”
“ท่านช่างรู้จักยกยอตนเองเสียจริง”
เสิ่นลั่วเยี่ยนตำหนิอย่างเอือมระอา ทว่าบนใบหน้ากลับประดับรอยยิ้ม
แต่กล่าวตามตรง เรื่องนี้อวิ๋นเจิงทำได้เหมาะสมจริง ๆ
คราก่อน แม้อวิ๋นเจิงอยากเอาชีวิตฟางอวิ๋นซื่อเพียงใด ต่อให้จับตัวฟางอวิ๋นซื่อไว้แล้ว ก็ยังมิได้ลงมือเอาชีวิตโดยตรง หากแต่ทวงตัวฟางอวิ๋นซื่อคืนจากเจียเหยาอย่างเปิดเผย แล้วจึงสังหารคนทรยศผู้นั้น
อวิ๋นเจิงเพียงยิ้มบาง ๆ อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนสั่งให้คนพาซู่จ้านเข้ามา
เสิ่นลั่วเยี่ยนครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “ข้ากับเมี่ยวอินจะปลอมตัวเป็นสาวใช้ของท่านไปก่อน เพื่อป้องกันซู่จ้านคิดร้ายต่อท่าน”
“ไม่ต้องถึงเพียงนั้นกระมัง?”
อวิ๋นเจิงยิ้มเจื่อน “ที่นี่เป็นค่ายใหญ่ของพวกเรา ซู่จ้านยังจะกล้าก่อเรื่องหรือ?”
“ระมัดระวังไว้ย่อมดีกว่า!”
เมี่ยวอินเห็นด้วย “ท่านไม่รู้หรือว่ามีคนตั้งเท่าใดอยากเอาชีวิตท่าน? เดิมทีขาท่านก็ไม่สะดวกอยู่แล้ว ปืนสั้นของท่านก็ทำตกหายตอนกระโดดหน้าผา หากซู่จ้านคิดลอบสังหารท่าน ท่านจะรับรองได้หรือว่าหลบพ้น?”
หลังผ่านเหตุการณ์อวิ๋นเจิงกระโดดหน้าผา พวกนางก็ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเขาเป็นพิเศษ
