หลังได้รับอนุญาตจากอวิ๋นเจิง ซู่จ้านก็กล่าวเงื่อนไขสองข้อของตนออกมา
ข้อแรก เขาต้องการให้อวิ๋นเจิงเป็นตัวแทนต้าเฉียนลงนามในสัญญาไม่รุกรานกันกับบรรดาเผ่าทางตะวันตกของทะเลทราย อีกทั้งทั้งสองฝ่ายต้องเปิดเส้นทางการค้าและทำการค้ากันตามปกติ
ข้อสอง เขาต้องการให้อวิ๋นเจิงมอบทองคำให้เขาเป็นการส่วนตัวหนึ่งหมื่นตำลึง
เมื่อฟังเงื่อนไขของซู่จ้านจบ อวิ๋นเจิงก็พลันฉงน
เงื่อนไขข้อแรกของซู่จ้านไม่มีอะไรให้ตำหนิ
หากทั้งสองฝ่ายค้าขายกันได้ตามปกติ ย่อมเป็นเรื่องดี
ส่วนสัญญาไม่รุกรานกันอะไรนั่น เป็นเพียงคำพูดเหลวไหลทั้งสิ้น
เขาไม่ถือเป็นจริงเป็นจัง เชื่อว่าบรรดาเผ่าทางตะวันตกของทะเลทรายก็คงไม่ถือเป็นจริงเป็นจังเช่นกัน
ที่พวกเขาลงนามในสัญญาไม่รุกรานกันยามนี้ ก็เพียงเพราะทั้งสองฝ่ายไม่อยากทำสงครามต่อแล้ว
เมื่อฟื้นฟูกำลังจนพร้อมเมื่อใด ย่อมต้องเปิดศึกกันอีกครั้ง
แต่เงื่อนไขข้อสองของซู่จ้านกลับทำให้อวิ๋นเจิงไม่เข้าใจอยู่บ้าง
นี่คือ...ต้องการเงินใต้โต๊ะหรือ?
เมี่ยวอินกับเสิ่นลั่วเยี่ยนก็มีสีหน้าฉงนไม่ต่างกัน ในใจต่างลอบครุ่นคิดถึงจุดประสงค์ของซู่จ้าน
“ทองคำหนึ่งหมื่นตำลึง มิใช่จำนวนน้อยเลย!”
อวิ๋นเจิงมองซู่จ้านอย่างสนใจ “มหาเสนาบดีคิดว่ามีเหตุผลใดที่ข้าต้องมอบทองคำให้ท่านมากมายเพียงนี้?”
“ต้าเฉียนมีคำกล่าวว่า คนจริงไม่พูดอ้อมค้อม” ซู่จ้านกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ท่านอ๋องคงทราบดีว่า หากข้าตกลงชดใช้ให้ท่าน ข้าก็จะกลายเป็นคนทรยศในสายตาของคนในบรรดาเผ่าทางตะวันตกของทะเลทราย!”
“ท่านหมายความว่า ทองคำหนึ่งหมื่นตำลึงนี้นับเป็นค่าชดเชยให้ท่านหรือ?” อวิ๋นเจิงถามด้วยรอยยิ้ม
“จะกล่าวเช่นนั้นก็ได้”
