ตลอดหลายวันต่อมา อวิ๋นเจิงเตรียมการเดินทางไปซั่วเป่ย
ผู้คนทางเขาเมาเอ่อร์ก็เริ่มลงมือ เร่งทำเสบียงแห้งเป็นจำนวนมาก
ทำเช่นนี้ย่อมช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางได้ไม่น้อย
ระหว่างนั้น อวิ๋นเจิงไปหาจางซวีอีกครั้งเพื่อรับสบู่หอมมาหนึ่งกล่อง จางซวีก็ตัดสินใจแล้วว่าจะติดตามเขาไปซั่วเป่ย
ทว่าจางซวีก็บอกอวิ๋นเจิงอย่างชัดเจนว่า ตนไม่เหมาะจะลงสนามรบ
หากซั่วเป่ยเกิดศึกสงครามขึ้นอีก และกิจการค้าขายทำได้ไม่สะดวก เขาก็จะจากไป
อวิ๋นเจิงไม่มีความเห็นขัดข้องในเรื่องนี้
ขอเพียงจางซวีติดตามเขาไปซั่วเป่ย เขาก็มีวิธีทำให้จางซวีเต็มใจอยู่ต่อมากมาย
ขณะที่อวิ๋นเจิงกำลังเตรียมการอย่างขะมักเขม้น เทศกาลไหว้พระจันทร์ก็มาเยือนอย่างเงียบงัน
งานเลี้ยงเทศกาลไหว้พระจันทร์จัดขึ้นในยามค่ำคืนมาแต่ไหนแต่ไร
พระญาติและเชื้อพระวงศ์ต่างเข้าวังไปชมจันทร์กับฮ่องเต้เหวิน
ขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนักบางส่วนก็ได้รับเชิญด้วย
เมื่อใกล้ยามตะวันลับฟ้า อวิ๋นเจิงกับเสิ่นลั่วเยี่ยนจึงนั่งรถม้ามุ่งหน้าเข้าวัง
“ท่องบทกวีเหล่านั้นได้แล้วหรือยัง?”
ภายในรถม้า เสิ่นลั่วเยี่ยนย้ำเรื่องแต่งบทกวีกับอวิ๋นเจิงอีกครั้ง
เสิ่นลั่วเยี่ยนรู้ดีว่างานเลี้ยงเทศกาลไหว้พระจันทร์ทุกปี ย่อมมีการขับบทกวีประชันกัน
นางไม่อยากให้อวิ๋นเจิงซึ่งใกล้จะจากเมืองหลวงอยู่แล้ว ต้องขายหน้าในงานเลี้ยงเทศกาลไหว้พระจันทร์อีกครั้ง จึงขอให้เย่จื่อช่วยแต่งบทกวีและกลอนที่เข้ากับเทศกาลไว้หลายบท ให้อวิ๋นเจิงท่องจำ
เช่นนี้ หากฮ่องเต้เหวินเรียกให้อวิ๋นเจิงแต่งบทกวี เขาก็จะไม่ขายหน้า
“เจ้าคอยกำกับด้วยตนเอง ข้าจะกล้าไม่ท่องได้อย่างไร!”
อวิ๋นเจิงกลอกตามองนาง พลางด่าทอยัยโง่ในใจอีกคำรบ
บทกวีที่เย่จื่อแต่ง ก็ไม่ต่างจากเขาแต่งเองหรอกหรือ!
