แม้อวิ๋นเจิงและพวกจะทำทีราวกับกำลังจะเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ แต่ความเร็วในการเคลื่อนทัพกลับไม่รวดเร็วนัก
สิ่งที่พวกเขาแสดงให้เห็นในยามนี้คือภาพกองทัพใหญ่ที่ค่อย ๆ รุกคืบไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
ม้าศึกของกองกำลังหวังชี่ถูกส่งไปไว้ด้านหลังแล้ว
ยามนี้ กองกำลังหวังชี่กลับมาเป็นทหารราบอีกครั้ง
แรกเริ่มนั้น หวังชี่กับชวีจื้อยังไม่เข้าใจว่าอวิ๋นเจิงทำเช่นนี้เพื่อสิ่งใด หลังจากขบคิดอย่างละเอียดจึงเข้าใจว่า อวิ๋นเจิงตั้งใจแสร้งข่มขวัญศัตรูให้ถึงที่สุด
เมื่อวานพวกเขาใช้ทหารม้า 9,000 นายเป็นทัพหน้า
วันนี้กลับกลายเป็นทหารราบ 5,000 นายเคลื่อนทัพไปข้างหน้า ส่วนทหารม้า 4,000 นายคุ้มกันปีกซ้าย ขณะที่ปีกขวาเปิดโล่งโดยสิ้นเชิง
เช่นนี้ กองทัพศัตรูย่อมคิดไปเองว่าพวกเขายังมีทหารม้าอีก 5,000 นายอยู่ในกองหลังหรือซ่อนตัวไว้
ขณะที่กองทัพใหญ่ค่อย ๆ รุกคืบไปข้างหน้าอย่างมั่นคง อวิ๋นเจิงก็ได้รับข่าวที่หน่วยสอดแนมนำกลับมา
กองทหารม้าศัตรูจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามาทางพวกเขา ประเมินคร่าว ๆ น่าจะมี 2 กอง กองละหมื่นนาย
ระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายเหลือไม่ถึง 20 ลี้แล้ว
“สืบต่อไป!”
อวิ๋นเจิงโบกมือให้หน่วยสอดแนมถอยไป ก่อนหันไปมองหวังชี่ “เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”
หวังชี่ตอบอย่างไม่เร่งร้อนว่า “ตามความเห็นของข้าน้อย กองทัพศัตรูเพียงหยั่งเชิง คงไม่เปิดฉากโจมตีจริง”
อวิ๋นเจิงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม แล้วถามอีกว่า “หากศัตรูกลับทำตรงกันข้าม บุกจู่โจมกองทัพเราโดยตรง เจ้าคิดว่าควรทำเช่นไร?”
หวังชี่ขบคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
เมื่อถูกอวิ๋นเจิงทดสอบ หวังชี่กวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วชี้ไปยังเนินเขาเตี้ย ๆ ที่อยู่ไม่ไกล ก่อนตอบทันทีว่า “กองกำลังของข้าจะตั้งแนวป้องกันเป็นรูปจันทร์เสี้ยวที่นั่น ส่วนทหารม้าของกองกำลังชวีจื้อให้ถอยไปอยู่ด้านหลัง หากหาที่ซ่อนเร้นได้ก็จงซ่อนตัวไว้ หากหาไม่ได้ ก็ให้ตั้งรับพลางถอยร่นไปด้านหลังทัพของข้า...”
