อวิ๋นลี่ปวดหัวแทบแย่
สวีฉือฝู่ก็ปวดหัวไม่แพ้กัน
ยามนี้มิใช่เรื่องที่ฮ่องเต้เหวินจะสละราชบัลลังก์หรือไม่แล้ว!
ฮ่องเต้เหวินถึงกับปิดประตูท้องพระโรง เห็นชัดว่าต้องการให้พวกเขาหารือจนได้ข้อสรุป!
จะจัดการกับปัญหาที่อวิ๋นเจิงโยนมาให้พวกเขาอย่างไรดี
หากหารือกันไม่รู้เรื่อง ทุกคนก็อดอยู่ที่นี่เสียเถิด!
ยามนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะยกทัพสู้กัน
พวกเขากำลังลงมือกับตระกูลใหญ่และตระกูลขุนนาง หากเวลานี้เปิดศึกกับทัพเป่ยฝู่ ตระกูลใหญ่และตระกูลขุนนางเหล่านั้นคงลุกฮือขึ้นมาแทงข้างหลังพวกเขา!
หากไม่สู้ ก็ต้องหาหนทางปลอบขวัญทัพเป่ยฝู่
วิธีที่ดีที่สุดย่อมเป็นการผลักใครสักคนออกไปรับเคราะห์แทน
แต่ยามนี้จะผลักผู้ใดออกไป?
จะผลักอวิ๋นลี่ออกไปย่อมเป็นไปไม่ได้แน่
หรือจะโยนความผิดให้เหล่าองค์ชายองค์อื่น?
วิธีนี้ก็นับว่าใช้ได้!
ทั้งช่วยให้อวิ๋นลี่ถอนตัวได้อย่างปลอดภัย และกำจัดภัยคุกคามจากองค์ชายองค์อื่นที่มีต่ออวิ๋นลี่ได้ด้วย
ทว่าปัญหาใหญ่ที่สุดในยามนี้คือ ไม่ว่าพวกเขาจะหารือกันอย่างไร สุดท้ายเรื่องนี้ก็ต้องให้ฮ่องเต้เหวินเป็นผู้ตัดสิน!
ยิ่งไปกว่านั้น หากผลักองค์ชายองค์อื่นออกไปรับเคราะห์แทน อวิ๋นเจิงคงไม่ยอมรับเป็นแน่!
อวิ๋นเจิงกับอวิ๋นลี่มีความแค้นลึกล้ำเพียงใด เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร?
ยามนี้อวิ๋นเจิงกำลังมีอำนาจรุ่งโรจน์ มิใช่ว่าพวกเขาจะผลักผู้ใดออกไปรับเคราะห์แทนแล้วอวิ๋นเจิงจะยอมรับเสมอไป!
หากอวิ๋นเจิงไม่ยอมรับ เรื่องนี้ก็ยังวนกลับไปลงที่อวิ๋นลี่อยู่ดี
ปวดหัว ปวดหัวเหลือเกิน
แม้แต่สวีฉือฝู่ผู้ยกตนว่ามีสติปัญญาเหนือผู้อื่น ยามนี้ยังไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร
“ข้าว่า พวกเราไม่ต้องไปสนใจ! ข้าไม่เชื่อหรอกว่าองค์ชายหกจะกล้าเสี่ยงถูกคนทั้งใต้หล้าประณาม แล้วยกทัพลงใต้จริงๆ!”
