นครหลวง
หานจิ้นนำศีรษะของฟางอวิ๋นซื่อกลับมา พร้อมทั้งนำข่าวเรื่องอวิ๋นเจิงถูกลอบสังหาร และจั่วเริ่นต้องการยกทัพบีบประชิดเมืองฟู่โจวเพื่อทวงความเป็นธรรมให้อวิ๋นเจิงกลับมายังนครหลวงด้วย
ทว่า หานจิ้นบอกฮ่องเต้เหวินเพียงว่าเหล่านักฆ่าเหล่านั้นเป็นคนที่อวิ๋นลี่ส่งไป
ความเคลื่อนไหวผิดปกติของกองทหารรักษาด่านเป่ยลู่ทำให้เหล่าขุนนางในราชสำนักแตกตื่นอยู่บ้าง
อวิ๋นเจิงเพิ่งทำให้เป่ยหวนยอมจำนน บัดนี้กองทัพของเขากำลังฮึกเหิม
หากอวิ๋นเจิงระดมทัพใหญ่เข้าโจมตีเมืองฟู่โจวจริง กองทหารรักษาการณ์กว่าหนึ่งแสนนายในเมืองฟู่โจวย่อมต้านไม่อยู่เป็นแน่
หากอวิ๋นเจิงยกทัพบุกนครหลวงขึ้นมาเมื่อใด ผู้คนมากมายคงต้องเคราะห์ร้าย
ฮ่องเต้เหวินประทับบนบัลลังก์มังกร สีหน้าอ่านอารมณ์ไม่ออก ทว่าพระเนตรกวาดมองเหล่าขุนนางอยู่ไม่ขาด
เมื่อเผชิญกับสายพระเนตรของฮ่องเต้เหวิน หลายคนต่างลอบหวั่นใจ ไม่รู้ว่าพระองค์ทรงหมายความเช่นไรกันแน่
“เฮ้อ...”
ผ่านไปเนิ่นนาน ฮ่องเต้เหวินทอดถอนพระปัสสาสะอย่างแผ่วเบา ก่อนโบกพระหัตถ์อย่างอ่อนแรง “ขุนนางขั้นสามขึ้นไปอยู่ต่อ ส่วนที่เหลือแยกย้ายกันไปเถิด!”
เมื่อฮ่องเต้เหวินมีรับสั่ง ผู้ที่ควรออกไปก็พากันออกจากท้องพระโรง
ผู้ที่เหลืออยู่ล้วนเป็นขุนนางระดับสูงในราชสำนัก
เมื่อทุกคนออกไปแล้ว ฮ่องเต้เหวินก็รับสั่งให้ปิดประตูท้องพระโรง
มองประตูท้องพระโรงที่ค่อย ๆ ปิดลง หลายคนต่างลอบหวาดหวั่นอยู่ในใจ
จู่ ๆ บรรยากาศกดดันราวกับพายุฝนกำลังจะมาเยือนก็แผ่ปกคลุมไปทั่ว
ฮ่องเต้เหวินทอดพระเนตรเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ยังอยู่ แล้วถอนพระปัสสาสะอย่างอ่อนแรงอีกครั้ง “เราแก่แล้ว...”
เมื่อได้ยินคำพูดของฮ่องเต้เหวิน ทุกคนต่างลอบหวาดหวั่นขึ้นมา
“ฝ่าบาทตรัสเช่นนั้นได้อย่างไร”
