เจ้าจะทำเช่นนี้ไปไย?
เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของเจียเหยาพลันขาดห้วง นางหันขวับไปมองอวิ๋นเจิง เห็นเขาลืมตาขึ้นมองนางอยู่พอดี
“เจ้าไม่ได้หมดสติหรือ? จงใจหยั่งเชิงข้ารึ?”
เจียเหยาสะดุ้งเฮือก มือที่กำกริชอยู่พลันกระชับแน่นโดยไม่รู้ตัว
“เดิมทีข้าหมดสติอยู่”
อวิ๋นเจิงเผยรอยยิ้มบาง ๆ “ตอนเจ้าพึมพำกับตนเอง ข้าก็พลันฟื้นขึ้นมา...”
“เช่นนั้นหรือ?”
หัวใจเจียเหยากระตุกวูบ “เช่นนั้นเจ้าก็รู้แล้วว่าครู่ก่อนข้าคิดจะฆ่าเจ้า?”
สำหรับนาง นี่ไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน
หากอวิ๋นเจิงคิดจะลากเป่ยหวนเข้ามาพัวพันเพราะเรื่องนี้ นางก็เหลือเพียงต้องเสี่ยงอันตรายแล้ว
“พูดราวกับว่าเมื่อใดเจ้ามิได้คิดฆ่าข้าอย่างนั้นแหละ!”
อวิ๋นเจิงยิ้มบางเบาอย่างไม่ใส่ใจ ค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้น
แต่พอขยับ ขาก็พลันปวดแปลบอย่างรุนแรง
เขากัดฟันทนความเจ็บปวด พยายามลุกขึ้น ทว่ามีเพียงขาขวาที่ออกแรงได้ ส่วนขาซ้ายเพียงออกแรงเล็กน้อย ความเจ็บปวดราวกับถูกแทงทะลวงก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
“ข้าบาดเจ็บที่ขา!”
อวิ๋นเจิงเงยหน้ามองเจียเหยา “นอกจากบาดแผลภายในที่เจ้าถูกไอ้คนสารเลวนั่นซัดใส่แล้ว ยังมีบาดแผลอื่นอีกหรือไม่?”
อวิ๋นเจิงทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คล้ายกับว่าเรื่องก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เห็นท่าทีของอวิ๋นเจิง มือที่กำกริชของเจียเหยาจึงคลายลงเล็กน้อย นางขมวดคิ้วกล่าวว่า “หัวไหล่ขวาของข้าคล้ายจะบาดเจ็บ ออกแรงไม่ไหว”
“เฮ้อ เราสองคนช่างมีวาสนาต่อกันเสียจริง!”
อวิ๋นเจิงหัวเราะไม่ออก ร้องไห้ไม่ได้ แล้วถามต่อว่า “อาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นอย่างไร?”
