ครานี้อวิ๋นเจิงได้ประจักษ์กับตาตนเองแล้วว่า ความรักระหว่างคนต่างรุ่นนั้นเป็นเช่นไร
เจ้าเด็กอวิ๋นชางคนนี้ ยามปกติถูกเขาอุ้มไว้ก็ไม่เคยอยู่นิ่ง
แต่พออยู่ในอ้อมแขนฮ่องเต้เหวิน รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กน้อยกลับไม่เคยจางหาย
เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าหนูนี่กลับชาติมาเกิดเป็นคนประจบสอพลอหรือไร ถึงรู้จักเอาใจฮ่องเต้เหวินตั้งแต่ยังเล็ก
ดูเหมือนฮ่องเต้เหวินจะโปรดปรานอวิ๋นชางเป็นพิเศษ ตั้งแต่อุ้มขึ้นมาก็แทบไม่ยอมวางมือ
อวิ๋นเจิงจำได้ว่า ฮ่องเต้เหวินเข้มงวดกับพวกองค์ชายอย่างยิ่ง
สมัยเขายังเด็ก ถึงขั้นเคยคิดอยู่พักใหญ่ว่าฮ่องเต้เหวินคงยิ้มไม่เป็น
ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กน้อย ฮ่องเต้เหวินกลับดูประหนึ่งปลดเปลื้องบารมีฮ่องเต้ทั้งหมด เหลือเพียงท่านปู่ผู้เปี่ยมเมตตาคนหนึ่ง
ฮ่องเต้เหวินหยอกล้อเด็กทั้งสองอยู่ครู่ใหญ่ จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าขบวนของพวกเขาขาดคนไปหนึ่งคน
“เมี่ยวอินเล่า?”
ฮ่องเต้เหวินเอ่ยถามอวิ๋นเจิงพร้อมรอยยิ้ม
“นางมีธุระเล็กน้อย จึงไม่ได้มาพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นเจิงยิ้มตอบ
“นางไม่อยากพบเราใช่หรือไม่?”
ฮ่องเต้เหวินยิ้มอย่างจนใจ “ช่างเถิด นางไม่อยากพบเราก็ไม่ต้องพบ จะได้ไม่ทำให้เจ้าลำบากใจ”
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ทรงเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ!”
อวิ๋นเจิงยิ้มอย่างกระดาก ก่อนจะเล่าสาเหตุที่ฉินชีหู่ไม่ได้มาด้วยให้ฮ่องเต้เหวินฟัง
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องบอกเราหรอก”
ฮ่องเต้เหวินห้ามอวิ๋นเจิงไว้ พลางชี้ไปทางฉินลิ่วก่าน “เจ้าคนแก่ผู้นี้เอาแต่เล่าให้เราฟังอยู่บ่อย ๆ ว่าภรรยาและอนุของชีหู่ตั้งครรภ์ ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้ก็ลำพองใจนัก! ภรรยาและอนุของเขาใกล้คลอด หากยังวิ่งมาที่นี่อีก เราคงต้องโบยเขาเสียแล้ว!”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอบพระทัยฝ่าบาท!” ฉินลิ่วก่านยิ้มประจบประแจง แทบจะเข้าไปโอบไหล่ฮ่องเต้เหวินอยู่แล้ว
