“อวิ๋นเจิง!”
เย่จื่อกับเมี่ยวอินก้าวเข้ามาพร้อมกัน พลางส่ายหน้าให้เขาเป็นเชิงห้ามปราม ไม่ให้วู่วาม
แม้อวิ๋นเจิงจะไม่ได้แสดงความโกรธออกมามากนัก แต่พวกนางต่างรู้ดีว่าในใจเขาคงอัดแน่นไปด้วยโทสะ
พวกนางเป็นห่วงจริง ๆ ว่าอวิ๋นเจิงจะโกรธจนสั่งตัดศีรษะเกาซื่อเจิน
แม้อวิ๋นเจิงจะสังหารเกาซื่อเจิน ก็ไม่มีใครทำอะไรเขาได้ ทว่าหากลงมือเช่นนั้นจริง เขาย่อมถูกจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ในฐานะคนชั่วร้าย และต้องเผชิญคำประณามจากตระกูลบัณฑิตอีกมากมาย
พวกนางไม่อยากให้อวิ๋นเจิงทำเรื่องวู่วามเพราะโทสะชั่ววูบ
เมื่อเห็นสตรีทั้งสองพยายามห้ามปรามอวิ๋นเจิงอย่างสุดกำลัง เกาซื่อเจินก็ยิ่งได้ใจ เขาทำท่าราวกับพร้อมสละชีพอย่างองอาจ แล้วกล่าวเสียงดังว่า “เกิดมาก็หาได้มีความยินดีอันใด ตายไปแล้วจะมีสิ่งใดให้หวาดกลัว?”
“ข้าผู้เฒ่าทำเพื่อธำรงกฎจารีตของแผ่นดินเรา และร้องขอแทนราษฎรทั่วหล้า ต่อให้ต้องตายแล้วจะเป็นไรไป?”
“วันนี้ ต่อให้ข้าผู้เฒ่าตายด้วยดาบของท่านอ๋อง ก็ยังจะมีชื่อเสียงหอมขจรไปชั่วกาล!”
เกาซื่อเจินไม่กลัวตายจริง ๆ
เขาอายุมากถึงเพียงนี้ ร่างกายก็ฝังลงไปในดินแล้วครึ่งหนึ่ง
เมื่อถึงวัยเช่นเขา สิ่งที่คิดคือจะทำอย่างไรให้มีชื่อเสียงไปชั่วกาล มิใช่จะมีชีวิตยืนยาวขึ้นอีกสองวันได้อย่างไร
แน่นอนว่าเกาซื่อเจินยังเชื่อมั่นด้วยว่าอวิ๋นเจิงไม่กล้าสังหารตน
หากอวิ๋นเจิงกล้าสังหารเขา ก็คงลงมือไปนานแล้ว ไยต้องมาคลุ้มคลั่งอย่างไร้หนทางอยู่ตรงนี้?
“มีชื่อเสียงไปชั่วกาลหรือ?”
อวิ๋นเจิงจ้องเกาซื่อเจินด้วยสายตาเย็นชา “เกรงว่าฝันงามของเจ้าคงต้องพังทลายแล้ว!”
“หากท่านอ๋องต้องการให้ข้าผู้เฒ่าตาย ก็ไม่จำเป็นต้องลงมือเอง!” เกาซื่อเจินกล่าวเสียงดัง “วันนี้ ข้าผู้เฒ่าขอสาบาน ณ ที่นี้ หากท่านอ๋องไม่ยอมรับคำร้องของพวกเรา ข้าผู้เฒ่าขอยอมชนกำแพงเมืองด่านเป่ยลู่ตาย!”
