ชั่วอึดใจถัดมา ร่างของเกาซื่อเจินก็โงนเงนล้มลงกับพื้น
ถึงกระนั้น ก็ไม่มีใครในที่นั้นกล้าเข้าไปประคอง
อวิ๋นเจิงมองเกาซื่อเจินที่ปากเต็มไปด้วยเลือดอย่างเย็นชา “เฒ่าชั่ว คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะทำเรื่องเลวทรามยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานไว้มากมายถึงเพียงนี้ ยังมีหน้ามาเห่าหอนต่อหน้าเปิ่นหวังได้อย่างไร?”
“คนอย่างเจ้า คู่ควรกับคำว่าบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่ด้วยหรือ?”
“ในสายตาเปิ่นหวัง เจ้าเป็นเพียงเฒ่าชั่วผมหงอกที่หลอกลวงผู้คน แย่งชิงชื่อเสียงมาเท่านั้น!”
ยังคิดจะฝากชื่อไว้ให้คนรุ่นหลังกล่าวขานอีกหรือ?
เกาซื่อเจิน เจ้าไม่ใช่อยากฝากชื่อไว้ให้คนรุ่นหลังกล่าวขานหรือ?
วันนี้เปิ่นหวังจะให้เจ้าลิ้มรสการถูกผู้คนจดจำในฐานะคนชั่วช้าไปชั่วกาล!
คิดจริง ๆ หรือว่ามีฐานะบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่บ้าบออะไรนั่น แล้วจะมาวางท่าต่อหน้าเปิ่นหวังได้?
สถาปนาจิตใจแก่ฟ้าดิน สถาปนาชะตาชีวิตแก่ราษฎร สืบทอดวิชาความรู้ของปราชญ์โบราณ และสร้างสันติสุขแก่หมื่นชั่วคน
หากเกาซื่อเจินทำได้จริง เขาก็สมควรได้รับสมญานามบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่อยู่หรอก
น่าเสียดายที่เกาซื่อเจินไม่ได้ทำเช่นนั้นเลย
ในสายตาอวิ๋นเจิง เกาซื่อเจินเป็นเพียงเฒ่าชั่วที่อาศัยอายุข่มเหงผู้อื่นเท่านั้น!
“เจ้า... เจ้าใส่ร้ายข้า! เจ้า... เจ้ากล่าวหา...”
เกาซื่อเจินโกรธจนแทบคลั่ง น้ำตาขุ่นมัวสองสายไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว
อวิ๋นเจิงแค่นเสียงเย็นชา ก่อนหันไปกวาดตามองผู้คนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นอีกครั้ง “พวกเจ้าว่าเปิ่นหวังใส่ร้ายเฒ่าชั่วผู้นี้หรือไม่?”
ทุกคนต่างส่ายหน้า
“เห็นหรือยัง?”
อวิ๋นเจิงมองเกาซื่อเจินด้วยสายตาเย็นชา “พวกเขาต่างบอกว่าเปิ่นหวังไม่ได้ใส่ร้ายเจ้า พวกเขาล้วนเป็นพยาน! ก่อนหน้านี้พวกเขาเพียงหวาดกลัวชื่อเสียงของเจ้า จึงไม่กล้าเปิดโปงเรื่องเลวทรามยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานที่เจ้าทำเท่านั้น...”
