พรุ่งนี้อวิ๋นเจิงก็จะออกเดินทางไปยังกู้เปียนแล้ว
ยามค่ำ ทุกคนย่อมต้องมารวมตัวกันดื่มสุราสักสองจอก
คอสุราของอวิ๋นเจิงนับว่าไม่ดีนัก
แม้ทุกคนจะมิได้จงใจรินสุราให้เขา ทว่าหลังมื้ออาหาร เขาก็ยังดื่มจนมึนงงอยู่บ้าง
ซินเซิงประคองอวิ๋นเจิงให้นั่งลงในห้อง พลางกล่าวอย่างร้อนใจว่า “องค์ชายโปรดรอสักครู่ บ่าวจะไปตักน้ำมาล้างพระบาทให้เพคะ”
“อืม ๆ”
อวิ๋นเจิงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะส่ายศีรษะที่ยังมึนอยู่เล็กน้อย
มารดามันเถอะ!
สุรานี่ควรดื่มให้น้อยลงจริง ๆ!
โดยเฉพาะเมื่อไปถึงกู้เปียนแล้ว ยิ่งควรงดสุราให้มากที่สุด
รอขับไล่เป่ยหวนให้ถอยไปหลายร้อยลี้ แล้วชิงทุ่งหญ้ามู่หม่ากลับมาได้ ค่อยเมามายสักคราก็ยังไม่สาย!
เมื่อนึกถึงทุ่งหญ้ามู่หม่า อวิ๋นเจิงก็อดตาลุกวาวมิได้
มารดามันเถอะ หากไม่ชิงทุ่งเลี้ยงสัตว์ชั้นดีเช่นนี้มา ก็เท่ากับทำให้ตนเองเสียเปรียบ!
เมื่อมีทุ่งเลี้ยงสัตว์ชั้นดี ก็สามารถเพาะพันธุ์ม้าศึกได้มากขึ้น
ทว่าม้าศึกต้องใช้เวลาเติบโตยาวนานนัก
โดยทั่วไปต้องเป็นม้าที่มีอายุห้าปีขึ้นไปจึงจะใช้เป็นม้าศึกได้
การเพาะพันธุ์นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากต้องการม้าศึกเพิ่มให้เร็วที่สุด การชิงม้าศึกจากเป่ยหวนย่อมเป็นหนทางที่ได้ผลกว่า!
ขณะที่อวิ๋นเจิงกำลังคิดฟุ้งซ่าน เงาร่างอ่อนช้อยสายหนึ่งก็ถืออ่างไม้เดินเข้ามา
หืม?
เย่จื่อ?
ซินเซิงมิใช่ออกไปตักน้ำหรอกหรือ?
เหตุใดจึงกลายเป็นเย่จื่อไปได้?
หรือว่าเขาเมาแล้ว?
ตาฝาดไปหรือ?
อวิ๋นเจิงส่ายศีรษะ แล้วกะพริบตาแรง ๆ
แต่ผู้ที่เดินเข้ามาก็ยังเป็นเย่จื่อ
“ทำอะไรอยู่?”
เห็นท่าทางของอวิ๋นเจิง เย่จื่อก็ยิ้มหวานอย่างอดมิได้
“เหตุใดเป็นเจ้า? ซินเซิงเล่า?”
อวิ๋นเจิงมองเย่จื่ออย่างประหลาดใจ
ใบหน้าเย่จื่อขึ้นสีแดงระเรื่อ นางตอบว่า “นางถูกลั่วเยี่ยนกับเมี่ยวอินดึงตัวไปพูดคุยแล้ว...”
