ชาวบ้านซั่วเป่ยจำนวนมากมีคนในครอบครัวเข้าร่วมกองทัพ หรือไม่ก็ทำงานเป็นแรงงานตามโรงงานต่าง ๆ
อวิ๋นเจิงไม่เคยค้างเงินเดือนทหารหรือเงินชดเชยแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต
ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวของชาวซั่วเป่ยจำนวนไม่น้อยจึงพอมีเงินทองอยู่บ้าง
ทว่าซั่วเป่ยขาดแคลนสิ่งของจำเป็น อีกทั้งเขายึดนโยบายให้ความสำคัญกับกองทัพเป็นอันดับแรกมาโดยตลอด
ส่งผลให้สินค้าพื้นฐานสำหรับดำรงชีพอย่างผ้าและธัญพืชในตลาดขาดแคลนอย่างยิ่ง
เมื่อความต้องการมีมากกว่าอุปทาน ราคาย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย
“เสด็จพ่อหมายความว่า เงินของซั่วเป่ยแทบไม่มีค่าเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
อวิ๋นเจิงถาม
“ถูกต้อง!”
ฮ่องเต้เหวินทอดพระเนตรอวิ๋นเจิงอย่างพอพระทัย “เงินหนึ่งตำลึงของซั่วเป่ย มีค่าเทียบเท่าเงินเพียงเจ็ดเฉียนหรือกระทั่งห้าเฉียนในพื้นที่อื่น! หากเป็นเช่นนี้ต่อไป สินค้าก็ย่อมแพงขึ้น ส่วนเงินกลับด้อยค่าลง! หากเงินเหล่านี้ไหลเข้าสู่ด่านในเป็นจำนวนมาก ด่านในย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย!”
อวิ๋นเจิงฉลาดกว่าองค์ชายสามกับคนอื่น ๆ มากจริง ๆ
พระองค์เพียงชี้แนะเล็กน้อย อวิ๋นเจิงก็เข้าใจต้นตอของปัญหาแล้ว
เมื่อเข้าใจต้นตอของปัญหา ก็ต้องหาทางแก้ไข!
แต่ปัญหานี้ใช่ว่าคิดจะแก้ก็แก้ได้ทันที!
หากไม่ลดภาระลงบ้าง แล้วจะจัดการปัญหานี้ได้อย่างไร?
หากไม่ลดจำนวนผู้อยู่อาศัยเดิมในจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือลงบ้าง ปัญหาขาดแคลนสิ่งของในซั่วเป่ยและจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือก็จะดำรงอยู่ต่อไปอีกสามถึงห้าปี หรืออาจนานกว่านั้น!
หากต้องแบกรับผู้คนมากมายเช่นนี้เดินหน้าต่อไป มีหวังเขาถูกกดทับจนสิ้นใจ!
“เจ้าเป็นฮ่องเต้แห่งต้าเฉียนในภายหน้า มิใช่ฮ่องเต้ของใต้หล้าทั้งปวง!”
ฮ่องเต้เหวินตบไหล่อวิ๋นเจิงเบา ๆ แล้วตรัสอย่างเปี่ยมด้วยความห่วงใย “จงจำไว้ มีความสามารถเพียงใดก็ทำเรื่องให้สมกับความสามารถเพียงนั้น! แม้แต่ชาวต้าเฉียนยังตกทุกข์ได้ยาก แล้วเจ้าจะไปห่วงความเป็นความตายของชาวบ้านที่อื่นอีกหรือ?”
