ในที่สุดฮ่องเต้เหวินก็เข้าใจแผนการของอวิ๋นเจิงแล้ว
เจ้าลูกอกตัญญูผู้นี้ ก่อนอื่นให้เขาตั้งชื่อใหม่ให้เมืองหลวงต้าเยวี่ยเพื่อเอาใจเขา พอหันกลับมาก็เตรียมโยนปัญหายาก ๆ มาให้เสียแล้ว!
ตนเพิ่งตั้งชื่อใหม่ให้เมืองหลวงต้าเยวี่ยไป หากอีกฝ่ายขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาที่แคว้นต้าเยวี่ยกำลังเผชิญอยู่ ตนก็ยากจะปฏิเสธได้เสียแล้ว!
นี่ไม่เหมือนกับการตั้งชื่อให้เด็กหรือไร?
ช่วยตั้งชื่อให้เด็กไปแล้ว เมื่อเด็กมีเรื่องอะไร อย่างไรก็ควรช่วยเหลือสักหน่อยกระมัง?
เจ้าลูกอกตัญญู!
ช่างวางแผนเก่งเสียจริง!
“เสด็จพ่อ ตรัสเช่นนั้นได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ!”
อวิ๋นเจิงยิ้มพลางกล่าวว่า “บัดนี้ต้าเยวี่ยก็เป็นดินแดนของต้าเฉียนแล้ว เมื่อทางนั้นกำลังประสบความลำบาก ฮ่องเต้แห่งต้าเฉียนอย่างพระองค์จะเอาแต่มองดูความครึกครื้นอยู่ข้างสนามได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
“อย่าใช้ไม้นี้กับเรา!”
ฮ่องเต้เหวินทั้งขุ่นเคืองทั้งขบขัน “ไม่ว่าเจ้าจะขอเงิน ขอเสบียง หรือขอคน เราก็ไม่มีให้ทั้งนั้น!”
นั่นปะไร!
รู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้!
อวิ๋นเจิงได้แต่ทอดถอนใจอยู่ในใจ ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าขมขื่นว่า “เช่นนั้นพระองค์ก็ควรช่วยลูกออกความคิดบ้างพ่ะย่ะค่ะ?”
“เจ้าคิดว่าเราเป็นเซียนหรือไร?” ฮ่องเต้เหวินถลึงพระเนตรใส่พระโอรสอย่างไม่สบอารมณ์ “ทุกปัญหาเราจะคิดหาทางออกได้ทันทีหรือ? เราก็ต้องไตร่ตรองให้ดีมิใช่หรือ เรื่องนี้ค่อยว่ากันภายหลัง!”
“พ่ะย่ะค่ะ ๆ…”
อวิ๋นเจิงพยักหน้ารัว ๆ
ขอเพียงเจ้าคนชราผู้นี้ยอมช่วยออกความคิดก็พอแล้ว
เมื่อพักเรื่องนี้ไว้ ทุกคนก็กินดื่มกันต่อ
ระหว่างที่พวกเขากินไปสนทนาไป จู่ ๆ ฮ่องเต้เหวินก็จ้องอวิ๋นเจิงด้วยสีหน้าพิกล “จริงสิ เจ้าอยู่กับเจียเหยาตามลำพังใต้หน้าผานานถึงเพียงนั้น ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นบ้างหรือ?”
